โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์
ยอห์น 8:1-11
(1)พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ (2)เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระองค์เสด็จไปในพระวิหารอีก ประชาชนเข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ประทับนั่ง แล้วทรงเริ่มสั่งสอน (3)บรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนำหญิงคนหนึ่งเข้ามา หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี เขาให้นางยืนตรงกลาง (4)แล้วทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์ หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี (5)ในธรรมบัญญัติ โมเสสสั่งเราให้ทุ่มหินหญิงประเภทนี้จนตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร” (6)เขาถามพระองค์เช่นนี้ เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุปรักปรำพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงก้มลง เอานิ้วพระหัตถ์ขีดเขียนที่พื้นดิน (7)เมื่อคนเหล่านั้นยังทูลถามย้ำอยู่อีก พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” (8)แล้วทรงก้มลงขีดเขียนบนพื้นดินต่อไป (9)เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟังดังนี้ ก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนอาวุโส จนเหลือแต่พระเยซูเจ้าตามลำพังกับหญิงคนนั้น ซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม (10)พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสกับนางว่า “นางเอ๋ย พวกนั้นไปไหนหมด ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ” (11)หญิงคนนั้นทูลตอบว่า “ไม่มีใครเลย พระเจ้าข้า” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
******************
พี่น้องคงแปลกใจว่า อาทิตย์หน้าก็จะเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทำไมอาทิตย์นี้พระศาสนจักรจึงยังนำเรื่องหญิงชู้ หญิงผิดประเวณีมาให้เราฟังอีก
อันที่จริงเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงผิดประเวณีนี้มีประวัติความเป็นมาในพระศาสนจักรเริ่มแรกที่น่าสนใจทีเดียว หนังสือพระคัมภีร์โบราณจำนวนมากไม่มีเรื่องนี้ บางเล่มก็มีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพระวรสารของนักบุญยอห์นบทอื่น ไม่ใช่บทที่ 8:1-11 อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซ้ำร้ายยังมีบางเล่มปรากฏอยู่ในพระวรสารของนักบุญลูกาอีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์บางท่านระบุว่าต้นฉบับจริงๆ น่าจะอยู่ในพระวรสารของนักบุญลูกามากกว่า เพราะลูกานั้นให้ความสำคัญกับคนบาป กับสตรี และกับความเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้ามากกว่าผู้นิพนธ์พระวรสารคนอื่นๆ
ทั้งหมดนี้แสดงว่า คริสตชนเริ่มแรกตัดเรื่องหญิงผิดประเวณีออกไปจากพระคัมภีร์ และเมื่อคริสตชนยุคต่อมาต้องการจะนำเรื่องนี้กลับมาไว้ในพระคัมภีร์อีกครั้งหนึ่ง พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับนั้นวางเรื่องนี้ไว้ในที่ใด
สาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตัดออกไปจากพระคัมภีร์ช่วงหนึ่งก็เพราะมีบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมพระเยซูเจ้าจะต้องไปสงสารหญิงที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณีด้วยเพราะพระคัมภีร์ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดเป็นชู้กับภรรยาของเพื่อนบ้าน ชู้ทั้งสองจะต้องถูกประหารชีวิต”(ลนต 20:10) แล้วทำไมพระองค์จะต้องไปขัดขวางกระบวนการยุติธรรมด้วยล่ะ? ความเมตตากรุณาและการผ่อนปรนกฎหมายเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอมิใช่หรือ?
พี่น้องครับ แล้วพี่น้องคิดว่า เมื่ออ่านเรื่องนี้ เราควรจะชื่นชมในความเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้าดี หรือว่าจะยืนหยัดทุ่มหินหญิงคนนี้ให้ตายดีล่ะ?
คำตอบก็อยู่ที่ว่า เวลาอ่านเรื่องนี้ พี่น้องเลือกที่จะยืนอยู่ข้างใคร? ข้างฟาริสีหรือข้างหญิงผิดประเวณี ?!
ถ้าเราเลือกที่จะยืนอยู่ข้างฟาริสี เราก็คงต้องการจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมาย และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมพระศาสนจักรในยุคกลางจึงไม่รู้สึกผิดที่จะเผานักบุญโยน ออฟอาร์ค ซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด เพราะพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ชายหรือหญิงคนใดในกลุ่มของท่านเป็นคนทรงหรือหมอผี จะต้องถูกประหารชีวิต เขาจะต้องถูกหินทุ่มให้ตาย และรับผิดชอบต่อความตายของตน” (ลนต 20:27) นี่คือกฎหมาย นี่คือความยุติธรรม หน้าที่ของพระศาสนจักรคือปฏิบัติตามกฎหมาย ผลก็คือนักบุญโยน ออฟอาร์คถูกเผา
ตรงกันข้าม ถ้าเวลาอ่านเรื่องนี้ เราเลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างหญิงผิดประเวณี เราก็จะเห็นว่าพระวรสารตอนนี้เป็นข่าวดีจริงๆ เพราะเราทุกคนก็เป็นเหมือนหญิงผิดประเวณีคนนี้ นั่นคือเป็นคนบาปเหมือนนาง ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ทุกคนกระทำบาปและขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า” (รม 3:23) และ “ค่าตอบแทนที่ได้จากบาปก็คือความตาย” (รม 6:23)
แต่พระเยซูเจ้าทรงปลดปล่อยหญิงผู้นี้ให้เป็นอิสระจากโทษตาย พระองค์ตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก” (ยน 8:11)
แสดงว่าต่อหน้ากฎหมาย พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่เคียงข้างคนบาป ซึ่งทำให้พระองค์เป็นศัตรูกับบรรดาผู้นำทางศาสนาของชาวยิวและพวกฟาริสี ซึ่งต้องการจับกุมและประหารชีวิตพระองค์
ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงนำเรื่องหญิงผิดประเวณีมาให้เราฟังในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกเราว่า เพื่อจะช่วยหญิงคนบาปผู้นี้ให้รอดพ้นจากความตาย พระองค์ต้องแลกมาด้วยชีวิตของพระองค์เอง
พระวรสารวันนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเตรียมตัวเราเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราจะได้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพียงใดเพื่อจะได้ประทานพระเมตตาแก่เราซึ่งสมควรต้องตายไปแล้วเพราะบาปของเราเอง
อย่างไรก็ตาม พี่น้องครับ แม้อดีตเราจะเคยทำบาป แต่พระเจ้าทรงบอกเราผ่านทางประกาศกอิสยาห์ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ว่า “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป” และนักบุญเปาโลก็บอกเราในบทอ่านที่สองเช่นกันว่า “ข้าพเจ้าทำเพียงอย่างเดียวคือ ลืมสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง มุ่งสู่เบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง”
เพราะฉะนั้น ขณะที่เรากำลังเตรียมตัวเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้เราขอบพระคุณพระเยซูเจ้าสำหรับความรักและความเมตตาที่ทรงมีต่อเรา ที่ทรงยกบาปและอดีตอันขมขื่นออกไปจากเรา และทรงโปรดประทานความหวังใหม่ในชีวิตเบื้องหน้าให้แก่เรา และให้เราสัญญากับพระองค์ว่าเราจะปฏิบัติตามที่พระองค์บอกเราในวันนี้อย่างเคร่งครัด นั่นคือ “ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
***************************