วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2025 หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดประเวณี

 
โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
ยอห์น 8:1-11 
(1)พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ (2)เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระองค์เสด็จไปในพระวิหารอีก ประชาชนเข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ประทับนั่ง แล้วทรงเริ่มสั่งสอน (3)บรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนำหญิงคนหนึ่งเข้ามา หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี เขาให้นางยืนตรงกลาง (4)แล้วทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์ หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี (5)ในธรรมบัญญัติ โมเสสสั่งเราให้ทุ่มหินหญิงประเภทนี้จนตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร” (6)เขาถามพระองค์เช่นนี้ เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุปรักปรำพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงก้มลง เอานิ้วพระหัตถ์ขีดเขียนที่พื้นดิน (7)เมื่อคนเหล่านั้นยังทูลถามย้ำอยู่อีก พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” (8)แล้วทรงก้มลงขีดเขียนบนพื้นดินต่อไป (9)เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟังดังนี้ ก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนอาวุโส จนเหลือแต่พระเยซูเจ้าตามลำพังกับหญิงคนนั้น ซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม (10)พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสกับนางว่า “นางเอ๋ย พวกนั้นไปไหนหมด ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ” (11)หญิงคนนั้นทูลตอบว่า “ไม่มีใครเลย พระเจ้าข้า” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
******************
 
 
 
พี่น้องคงแปลกใจว่า อาทิตย์หน้าก็จะเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทำไมอาทิตย์นี้พระศาสนจักรจึงยังนำเรื่องหญิงชู้ หญิงผิดประเวณีมาให้เราฟังอีก
 
อันที่จริงเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงผิดประเวณีนี้มีประวัติความเป็นมาในพระศาสนจักรเริ่มแรกที่น่าสนใจทีเดียว หนังสือพระคัมภีร์โบราณจำนวนมากไม่มีเรื่องนี้ บางเล่มก็มีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพระวรสารของนักบุญยอห์นบทอื่น ไม่ใช่บทที่ 8:1-11 อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซ้ำร้ายยังมีบางเล่มปรากฏอยู่ในพระวรสารของนักบุญลูกาอีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์บางท่านระบุว่าต้นฉบับจริงๆ น่าจะอยู่ในพระวรสารของนักบุญลูกามากกว่า เพราะลูกานั้นให้ความสำคัญกับคนบาป กับสตรี และกับความเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้ามากกว่าผู้นิพนธ์พระวรสารคนอื่นๆ
 
ทั้งหมดนี้แสดงว่า คริสตชนเริ่มแรกตัดเรื่องหญิงผิดประเวณีออกไปจากพระคัมภีร์ และเมื่อคริสตชนยุคต่อมาต้องการจะนำเรื่องนี้กลับมาไว้ในพระคัมภีร์อีกครั้งหนึ่ง พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับนั้นวางเรื่องนี้ไว้ในที่ใด
 
สาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตัดออกไปจากพระคัมภีร์ช่วงหนึ่งก็เพราะมีบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมพระเยซูเจ้าจะต้องไปสงสารหญิงที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณีด้วยเพราะพระคัมภีร์ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดเป็นชู้กับภรรยาของเพื่อนบ้าน ชู้ทั้งสองจะต้องถูกประหารชีวิต”(ลนต 20:10) แล้วทำไมพระองค์จะต้องไปขัดขวางกระบวนการยุติธรรมด้วยล่ะ? ความเมตตากรุณาและการผ่อนปรนกฎหมายเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอมิใช่หรือ?
 
พี่น้องครับ แล้วพี่น้องคิดว่า เมื่ออ่านเรื่องนี้ เราควรจะชื่นชมในความเมตตากรุณาของพระเยซูเจ้าดี หรือว่าจะยืนหยัดทุ่มหินหญิงคนนี้ให้ตายดีล่ะ?
 
คำตอบก็อยู่ที่ว่า เวลาอ่านเรื่องนี้ พี่น้องเลือกที่จะยืนอยู่ข้างใคร? ข้างฟาริสีหรือข้างหญิงผิดประเวณี ?!
 
ถ้าเราเลือกที่จะยืนอยู่ข้างฟาริสี เราก็คงต้องการจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมาย และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมพระศาสนจักรในยุคกลางจึงไม่รู้สึกผิดที่จะเผานักบุญโยน ออฟอาร์ค ซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด เพราะพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ชายหรือหญิงคนใดในกลุ่มของท่านเป็นคนทรงหรือหมอผี จะต้องถูกประหารชีวิต เขาจะต้องถูกหินทุ่มให้ตาย และรับผิดชอบต่อความตายของตน” (ลนต 20:27) นี่คือกฎหมาย นี่คือความยุติธรรม หน้าที่ของพระศาสนจักรคือปฏิบัติตามกฎหมาย ผลก็คือนักบุญโยน ออฟอาร์คถูกเผา
 
ตรงกันข้าม ถ้าเวลาอ่านเรื่องนี้ เราเลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างหญิงผิดประเวณี เราก็จะเห็นว่าพระวรสารตอนนี้เป็นข่าวดีจริงๆ เพราะเราทุกคนก็เป็นเหมือนหญิงผิดประเวณีคนนี้ นั่นคือเป็นคนบาปเหมือนนาง ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ทุกคนกระทำบาปและขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า” (รม 3:23) และ “ค่าตอบแทนที่ได้จากบาปก็คือความตาย” (รม 6:23)
 
แต่พระเยซูเจ้าทรงปลดปล่อยหญิงผู้นี้ให้เป็นอิสระจากโทษตาย พระองค์ตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก” (ยน 8:11)
 
แสดงว่าต่อหน้ากฎหมาย พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่เคียงข้างคนบาป ซึ่งทำให้พระองค์เป็นศัตรูกับบรรดาผู้นำทางศาสนาของชาวยิวและพวกฟาริสี ซึ่งต้องการจับกุมและประหารชีวิตพระองค์
 
ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงนำเรื่องหญิงผิดประเวณีมาให้เราฟังในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกเราว่า เพื่อจะช่วยหญิงคนบาปผู้นี้ให้รอดพ้นจากความตาย พระองค์ต้องแลกมาด้วยชีวิตของพระองค์เอง
 
พระวรสารวันนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเตรียมตัวเราเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราจะได้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพียงใดเพื่อจะได้ประทานพระเมตตาแก่เราซึ่งสมควรต้องตายไปแล้วเพราะบาปของเราเอง
 
อย่างไรก็ตาม พี่น้องครับ แม้อดีตเราจะเคยทำบาป แต่พระเจ้าทรงบอกเราผ่านทางประกาศกอิสยาห์ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ว่า “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป” และนักบุญเปาโลก็บอกเราในบทอ่านที่สองเช่นกันว่า “ข้าพเจ้าทำเพียงอย่างเดียวคือ ลืมสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง มุ่งสู่เบื้องหน้าอย่างสุดกำลัง”
 
เพราะฉะนั้น ขณะที่เรากำลังเตรียมตัวเข้าสู่สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้เราขอบพระคุณพระเยซูเจ้าสำหรับความรักและความเมตตาที่ทรงมีต่อเรา ที่ทรงยกบาปและอดีตอันขมขื่นออกไปจากเรา และทรงโปรดประทานความหวังใหม่ในชีวิตเบื้องหน้าให้แก่เรา และให้เราสัญญากับพระองค์ว่าเราจะปฏิบัติตามที่พระองค์บอกเราในวันนี้อย่างเคร่งครัด นั่นคือ “ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
 
***************************


วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

นักบุญนีโน




นักบุญผู้ทำให้มีการกลับใจทั้งประเทศ
 
นักบุญนีโน หรือที่รู้จักกันในชื่อนักบุญนูเน หรือนักบุญนินนี่(St. Nune or St. Ninny) เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์คริสตศาสนาของจอร์เจีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของเธอในการทำให้ราชอาณาจักรไอบีเรีย (จอร์เจียในปัจจุบัน) กลับใจมาถือคริสต์ศาสนาในช่วงต้นศตวรรษที่ 4 เธอเกิดในราวปี ค.ศ. 296 ที่เมืองคัปปาโดเซีย(Cappadocia) มักถูกบรรยายว่าเป็นสตรีที่มีเชื้อสายสูงศักดิ์ซึ่งกลายมาเป็นภาพลักษณ์ของมิชชันนารี
 
ชีวิตช่วงแรกและภูมิหลัง
 
ตามประเพณีต่างๆ นักบุญนีโนเกิดในครอบครัวโรมันที่พูดภาษากรีกจากเมืองโกลัสตราในคัปปาโดเซีย บางครั้งสายเลือดของเธอเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญ เช่น นักบุญจอร์จ ประเพณีของนิกายออร์โธดอกซ์ตะวันออกถือว่าเธอได้รับการเลี้ยงดูจากลุงของเธอ ซึ่งเป็นปิตุสภาแห่งเยรูซาเล็ม และได้รับการเลี้ยงดูแบบคริสตชนอย่างเข้มแข็งโดยได้รับอิทธิพลจากแม่ชีและผู้นำศาสนา
 
เมื่ออายุได้ 14 ปี เธอพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงเมื่อเธอทำหน้าที่เป็นข้ารับใช้ของผู้หญิงที่จักรพรรดิไดโอคลีเชียนทรงปรารถนาจะแต่งงานด้วย เมื่อผู้หญิงคนนี้ปฏิเสธเธอเพราะความเชื่อในคริสตศาสนาของเธอ นีโนและเพื่อนจึงหนีไป แต่ถูกจับ ทุกคนยกเว้นนีโนถูกฆ่าตาย กล่าวกันว่าในช่วงเวลานี้ เธอได้เห็นนิมิตจากพระแม่มารีย์ที่สั่งให้เธอไปที่ไอบีเรียและเผยแพร่ศาสนาคริสต์
 
งานเผยแผ่ศาสนาในไอบีเรีย
 
การเดินทางของนีโนไปยังไอบีเรียเริ่มต้นขึ้นในราวปี ค.ศ. 320 เมื่อเธอเข้าสู่ราชอาณาจักรจากอาร์เมเนียหลังจากหลบหนีการเบียดเบียนข่มเหง เมื่อมาถึงไอบีเรีย เธอเริ่มงานเผยแผ่ศาสนาโดยสั่งสอนศาสนาคริสต์และทำการรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือการทำให้ราชินีนานาแห่งไอบีเรีย(Queen Nana of Iberia)เปลี่ยนศาสนาหลังจากรักษาพระนางจากอาการป่วย การเปลี่ยนศาสนาครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายในราชวงศ์และส่งผลต่อกษัตริย์มิเรียนที่ 3 ในที่สุด
 
ในช่วงแรก กษัตริย์มิเรียนที่ 3 ต่อต้านความเชื่อใหม่ของพระมเหสี แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนศาสนาหลังจากมีรายงานว่าประสบกับการแทรกแซงช่วยเหลือของพระเจ้าขณะที่หลงทางระหว่างการล่าสัตว์ การเปลี่ยนศาสนาของพระองค์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับประเทศชาติ เนื่องจากพระองค์ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติในราวปี ค.ศ. 327
 
ผลกระทบต่อคริสต์ศาสนาในจอร์เจีย
 
อิทธิพลของนักบุญนีโนแผ่ขยายไปไกล เธอมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาคริสต์ศาสนาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของจอร์เจีย เธอได้รับการรำลึกผ่านโบสถ์และอารามต่างๆ ทั่วจอร์เจีย โดยอารามบอดเบ(Bodbe Monastery)เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอ ไม้กางเขน grapevine cross ที่เชื่อว่าเป็นผลงานของนักบุญนีโนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของคริสต์ศาสนาในจอร์เจียและสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งของเธอกับทั้งศรัทธาและอัตลักษณ์ประจำชาติ เธอได้รับการเคารพไม่เพียงแต่ในฐานะนักบุญเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลที่เป็นตัวแทนของความอดทนและความทุ่มเทอีกด้วย
 
สรุป
 
โดยสรุป นักบุญนีโนไม่ใช่แค่ทาสสาวเท่านั้น ความเชื่อของเธอนำไปสู่การเปลี่ยนศาสนาของทั้งประเทศ และทำให้คริสต์ศาสนาฝังรากลึกอยู่ในสังคมจอร์เจีย เรื่องราวของเธอเป็นตัวอย่างของความเชื่อมั่นของแต่ละคนที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างลึกซึ้ง
 
แหล่งที่มา:
 
Encyclopedia Britannica ,
The Catholic Encyclopedia ,
Georgian National Museum
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568

ชีวิตนั้นสั้นนัก...

 


ทุกวันนี้ ผมไม่ค่อยได้รับสายโทรศัพท์จากใครมากนัก สายที่รับก็มาจากบุคคลในครอบครัวของผมเท่านั้น
 
พระแม่มารีย์ทรงเรียกผมบ่อยๆ ผ่านทางสาส์นของพระนางจากเมดจูกอเรจ์ พระแม่มารีย์ทรงเตือนผมอยู่เสมอว่าพระเจ้าก็ทรงพยายามติดต่อผมเช่นกัน ผมได้ตอบรับสายเหล่านี้เสมอหรือไม่? และมีใครตอบรับเสียงของพระเจ้าบ้างไหม?
 
บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่พระแม่มารีย์ทรงส่งสาสน์จากเมดจูกอเรจ์อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน ทรงเรียกเราไปหาพระนางและพระบุตร,พระเยซูอยู่เสมอ สาส์นเหล่านั้นต้องการการตอบรับ และพระแม่มารีย์ทรงเป็นยิ่งกว่ามารดาที่รอคอยเราด้วยความหวัง,พระนางจะทรงขอบคุณเราเสมอเมื่อเราตอบสนองสาส์นของพระนาง
 
ในโอกาสหนึ่ง,พระแม่มารีย์ทรงเตือนเราว่า เวลานั้นสั้น สำหรับผมแล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าเวลาในหนึ่งวันไม่เพียงพอที่จะทำทุกสิ่งที่ผมต้องการให้เสร็จ ขณะที่อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ผมรู้ดีว่าพระแม่มารีย์ทรงหมายความว่าอย่างไรเมื่อพระนางตรัสว่า “ลูกทั้งหลายของแม่, ชีวิตนั้นสั้นนัก” เพื่อนและญาติหลายคนของผมจากโลกนี้ไปอย่างไม่คาดคิดในวัยที่น้อยกว่าผมมากในตอนนี้
 
สาส์นนี้จึงชัดเจนสำหรับผมมากว่า จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์ อย่าเสียเวลาไปกับการสิ่งไร้สาระ เติมน้ำมันให้ตะเกียงให้เต็มไว้เสมอ และบางครั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและดูเหมือนจะทำอะไรได้ไม่มากนักในชีวิตนี้ มีแต่ต้องการสวดภาวนาอยู่เสมอ
 
มีหลายอย่างที่สามารถทำให้สำเร็จได้เพื่อสิ่งที่ดีด้วยการสวดภาวนา - เพื่อผู้อื่นและเพื่อตัวเราเอง การสวดภาวนาไม่เคยเป็นการเสียเวลา แต่เป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ - ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปีหรือเหลืออยู่เพียงวันเดียวในชีวิตอันสั้นนี้ก็ตาม
 
“ลูกที่รักทั้งหลาย! จงสวดภาวนา เป็นพยานและชื่นชมยินดีพร้อมกับแม่เถิด เพราะองค์พระผู้สูงสุดยังคงส่งแม่มาเพื่อนำทางลูกบนเส้นทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ลูกน้อยทั้งหลาย, จงตระหนักว่าชีวิตนั้นสั้นนักและนิรันดรกำลังรอลูกอยู่เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยตัวลูกเองและพร้อมกับนักบุญทั้งหลาย ลูกน้อยทั้งหลาย, อย่ากังวลไปกับสิ่งของทางโลก แต่จงโหยหาสวรรค์ สวรรค์จะเป็นเป้าหมายของลูก และความปิติยินดีจะเริ่มครองราชย์ในใจของลูก แม่จะอยู่กับลูกและขออวยพรลูกทุกคนด้วยการอวยพรเยี่ยงมารดาของแม่ ขอขอบคุณที่ตอบสนองการเรียกของแม่”
 
สาส์นจากเมดจูกอเรจ์ 25 กันยายน 2021
 

 
************************
 

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568

นักบุญพูดถึงเรื่องเงิน

 


หากคุณต้องการคำแนะนำในช่วงเทศกาลมหาพรต หรือคำแนะนำสำหรับช่วงเวลาใดก็ได้ของปี ให้ไปหานักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา โดยอ่านหนังสือเล่มคลาสสิกของเธอเรื่อง The Life of Teresa of Jesus
 
มันเป็นสาส์นที่สำคัญมากในช่วงเวลาที่หลายคนมุ่งมั่นและหมกมุ่นอยู่กับวัตถุสิ่งของของโลก นี่คือยุคของมหาเศรษฐีหลายพันล้าน ที่พวกเขาแต่ละคนใช้จ่ายและทำให้คนทั่วไปรู้สึกอิจฉาในความร่ำรวยของพวกเขา ทุกอย่างที่เขาทำล้วนเป็นที่สนใจ แต่พวกเขาร่ำรวยในอะไร?
 
เทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาแห่งการละทิ้งความยึดติดในสิ่งที่ผิดๆที่ไม่ทำให้เราได้รับความรอดพ้น ได้แก่ เงิน ทรัพย์สมบัติภายนอก สิ่งของฝ่ายโลก ความพึงพอใจทางโลก ฯลฯ และเข้าสู่ทะเลทราย นั่นคือการเข้าไปในที่เงียบสงบ ใช้เวลาในการสวดภาวนา,พิจารณาไตร่ตรองชีวิต และอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าให้มากขึ้น มหาพรตเป็นช่วงเวลาแห่งการกลับใจ
 

“ฉันไม่เชื่อว่าฉันเคยต้องสารภาพว่ามีความโลภในเงินทอง” นักบุญเทเรซาเขียน “ถ้าฉันสามารถซื้อพระพรซึ่งฉันได้รับอยู่ในขณะนี้ได้ด้วยเงิน ฉันควรจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเงินนั้น แต่เห็นได้ชัดว่าพระพรนั้นได้มาด้วยการละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
 
“มีสิ่งใดที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินอันเป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา ? มีสิ่งใดที่มีค่า? มีสิ่งใดที่ยั่งยืน?
 
“ถ้าหากไม่มี เหตุใดเราจึงปรารถนามันเล่า?
 
“มันเป็นเพียงความสะดวกสบายที่น่าสังเวชที่มันมอบให้เรา และเป็นสิ่งที่มีราคาสูงมากสำหรับเรา บ่อยครั้งมันทำให้เราตกนรก มันซื้อไฟชั่วนิรันดร์และความทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุดให้เรา”
 
เราทราบดีถึงสำนวนที่ว่า “เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้” และมันซื้อความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้วย ในความเป็นจริง มันถ่วงเราให้จมลงไปในทิศทางตรงกันข้าม
 
แต่เราพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะแยกตัวออกไปจากมัน
 
“วิญญาณมองเห็นความตาบอดในโลกที่เกี่ยวข้องกับความสุขชั่วนิรันดร์ และแม้แต่ความสุขในชีวิตนี้ มันซื้อได้เพียงการทดสอบและความไม่สงบ ความไม่สงบอะไรเช่นนี้! ช่างไม่น่าพอใจเสียนี่กระไร! การออกแรงที่ไร้ประโยชน์!
 
“โอ้” เทเรซากล่าว “ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นขยะแห่งความไร้เหตุผล โลกจะเจริญก้าวหน้าเพียงใด และการค้ามนุษย์จะน้อยลงเพียงใด! เราทุกคนจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันสักเพียงใด ถ้าหากไม่มีใครสนใจเงินทองและเกียรติยศ!
 
“ฉันเชื่อจริงๆ ว่านี่จะเป็นทางแก้ไขสำหรับทุกสิ่ง”
 
[แหล่งข้อมูล: ชีวประวัติของเทเรซาแห่งพระเยซูThe Life of Teresa of Jesus; แนะนำให้อ่านอย่างยิ่ง]
 
************************
 

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568

เราจะมีประสบการณ์อะไรในสวรรค์?

 


จากข้อความในพระคัมภีร์ ดูซิว่าเราจะมีประสบการณ์อะไรบ้างในสวรรค์
 
มีเหตุการณ์ 9 อย่างที่เราจะได้รับรู้ในเวลาที่เราตายและอยู่ในสวรรค์
 
1. เราจะอยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าในทันที 2 โครินทร์ 5:10 “เราทุกคนจะต้องปรากฏเฉพาะพระบัลลังก์ของพระคริสตเจ้า”
 
2. เราจะไม่มีความเจ็บปวด,ความทุกข์เศร้าโศก,ความเจ็บป่วยหรือความตายอีก วิวรณ์ 21:4 “พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากนัยน์ตาของเขา จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการไว้ทุกข์ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป เพราะโลกเดิมผ่านพ้นไปแล้ว”
 
3. เราจะได้เห็นพระเยซูหน้าต่อหน้า 1ยอห์น 3:2 “เพราะเราจะได้เห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น” และ ยอห์น 14:3 “เมื่อเราไปและเตรียมที่ให้ท่านแล้ว เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเราด้วย”
 
4. เราจะได้ยินเสียงดังสรรเสริญพระเจ้าจากคนจำนวนนับไม่ถ้วน วิวรณ์ 7:9-10 ประชาชนมากมายเหลือคณานับ...กำลังยืนอยู่เฉพาะพระบัลลังก์และเฉพาะพระพักตร์ลูกแกะ...ร้องสรรเสริญเสียงดังว่า “ความรอดพ้นเป็นของพระเจ้าของเราผู้ประทับอยู่บนพระบัลลังก์ และเป็นของลูกแกะ”
 
5. เราจะมีประสบการณ์พระหรรษทานของพระเจ้าอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เอเฟซัส 2:7 “โปรดให้เรามีที่นั่งในสวรรค์พร้อมกับพระคริสต์ เพื่อจะทรงแสดงพระหรรษทานอันอุดมเหลือล้นขององค์แก่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยในอนาคต โดยทรงพระกรุณาต่อเราในพระคริสตเยซู”
 
6. ไม่มีความมืดอีกต่อไป วิวรณ์ 21:23 “นครนี้ไม่ต้องการดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์เพื่อส่องสว่างเพราะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าจะส่องแสงเหนือนคร”
 
7. เราจะได้เห็นความสวยงามเหนือคำบรรยายของสวรรค์ วิวรณ์ 21:18-21 “แล้วข้าพเจ้าได้เห็นฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่”
 
8. เราจะเต็มเปี่ยมด้วยความยินดีในพระเจ้า สดุดี 16:11 “ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างเต็มเปี่ยมเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์ ข้าพเจ้าจะมีความสุขตลอดไปเมื่ออยู่เบื้องขวาของพระองค์”
 
9. เราจะตระหนักว่าทุกสิ่งที่เราประสบนั้นจะคงอยู่ตลอดนิรันดร สดุดี 145:2 “ข้าพเจ้าจะถวายพระพรแด่พระองค์ทุกวัน จะสรรเสริญพระนามของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์”
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568

ความช่วยเหลือจากวิญญาณในไฟชำระ

 


สถาปนิกชาวไอริช Pat Murnahan กำลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และโชคดีอย่างสมควร ในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 เขากำลังบินกลับบ้านที่ไอร์แลนด์หลังจากเดินทางไปทำธุรกิจที่นิวยอร์กที่ประสบความสำเร็จด้วยดี เครื่องบินมีเสียงดังมากเนื่องจากผู้โดยสารพูดคุยและเก็บสัมภาระกัน แต่ Pat ก็สามารถนอนหลับได้ ทันใดนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าทั้งห้องโดยสารเงียบสงัด Pat พบว่าความเงียบนั้นน่าตกใจ อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นเขาก็เห็นนักบุญผู้สงบนิ่งที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้: แม่ชีเทเรซาเดินขึ้นไปตามทางเดินพร้อมกับซิสเตอร์อีกคนที่ไปด้วย ทั้งสองคนสวมผ้าส่าหรีสีขาวที่มีแถบสีน้ำเงิน และการมาของพวกเขาทำให้ทั้งเครื่องบินเงียบสงบเพื่อเป็นการให้เกียรติ
 
ดูสิ คุณแม่เทเรซานั่งลงข้างๆ Pat และเขารู้สึกถ่อมตนลง พระผู้เป็นเจ้าทรงนำพวกเขาให้นั่งเคียงข้างกันบนเครื่องบินที่กำลังบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากนั้นเขาก็เห็นคุณแม่นำสายประคำที่แปลกประหลาดดังภาพด้านล่างออกมา สายประคำมีสีที่แตกต่างกันไปในแต่ละทศ สายประคำนั้นเป็นสายประคำสำหรับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในไฟชำระ เฉดสีเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจเชิงเปรียบเทียบว่าเฉดสีเหล่านี้ได้เคลื่อนตัวจากความมืดมิดไปสู่แสงสว่างของพระเจ้า คุณแม่เทเรซาสวดสายประคำ 3 สายแล้วจึงถามแพทว่าเขาเป็นคนไอริชหรือเปล่า แพทตอบรับทันที และคุณแม่เทเรซาก็รู้สึกชอบเขาเช่นกัน คุณแม่เคยไปที่กรุงดับลินตอนอายุ 18 ปีในปี 1928 คุณแม่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ในช่วงเวลาที่สมัครเป็นโปสตูลันต์และเมื่อครั้งเป็นแม่ชีสาวในย่านชานเมืองที่ร่มรื่นของราธฟาร์นัม
 

ฉันยังจำได้ด้วยว่าตอนที่ฉันเติบโตขึ้นในไอร์แลนด์ แม้ว่าจะไม่ใช่สถานที่ที่มีศีลธรรมและมีการสวดภาวนามากที่สุด แต่ก็มีผู้คนที่ไปที่กัลกัตตาเป็นประจำเพื่อช่วยเหลือคุณแม่เทเรซาและทำทุกวิถีทางเพื่อคุณแม่โดยไม่ขอเงินสักเพนนีหรือรูปีตอบแทน มีบางคนเหมือนกันที่อิจฉาชื่อเสียงของคุณแม่เทเรซาและได้พูดวิจารณ์อย่างไม่ยุติธรรมต่อคุณแม่ให้ฉันฟัง เพราะพวกเขารู้สึกว่ามีคนชื่นชอบคุณแม่เทเรซาเป็นจำนวนมาก
 
แต่คุณแม่เทเรซาไม่ยอมให้คนใจร้ายไม่กี่คนมาวางยาท่านให้มีความรู้สึกต่อต้านชาวไอริช และคุณแม่พูดกับแพต(Pat)ว่า "คุณเป็นชาวไอริช แน่นอนว่าคุณต้องเป็นคาทอลิกและสวดภาวนามาก" สิ่งนี้ทำให้แพตรู้สึกอาย เขาละทิ้งความเชื่อไประยะหนึ่ง แต่เขาไม่ได้บอกคุณแม่ว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด แพตหน้าแดง จากนั้นคุณแม่เทเรซาได้เชิญชวนเขาให้สวดสายประคำตามความตั้งใจของเขา และคุณแม่ถามเขาว่า “มีใครที่คุณอยากสวดภาวนาเป็นพิเศษไหม” แพทบอกว่าคุณยายของเขาป่วยหนักมาก พวกเขาจึงสวดวันทามารีย์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อคุณยาย คุณแม่เทเรซาได้อธิบายถึงประสิทธิภาพอันยิ่งใหญ่ของการสวดภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับว่า “เมื่อคุณสวดภาวนาเพื่อวิญญาณในไฟชำระ พระเจ้าจะทรงพอพระทัยกับการสวดภาวนาที่ไม่เห็นแก่ตัวของคุณสำหรับคนที่คุณไม่รู้จักด้วยซ้ำ พระองค์จะประทานแก่คุณตามความปรารถนาอันสูงสุดของคุณ” จากนั้นคุณแม่ก็ได้มอบสายประคำเป็นของขวัญให้กับเขา
 
แพทอาจจะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันรุ่งขึ้น คุณยายของเขาก็หายเป็นปกติและลุกจากเตียงได้ อัศจรรย์อีกอย่างเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสนิทของเขาถูกพบว่าเป็นมะเร็งร้ายและมีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะมีชีวิตอยู่ แพทได้มอบสายประคำที่คุณแม่เทเรซาให้เขา และเชิญให้เธอสวดภาวนาเพื่อวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เธอไม่ใช่คาทอลิก แต่ผู้คนได้สวดภาวนาให้เนื้องอกของเธอหายไป เมื่อเธอได้วอนขอให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในไฟชำระช่วยวิงวอนเพื่อเธอ เนื้องอกก็หายไปอย่างอธิบายไม่ถูก จากนั้นเธอก็หันมานับถือคริสตศาสนาโรมันคาธอลิก
 
มีอัศจรรย์แห่งการเยียวยารักษาที่อาจได้รับโดยผ่านการวิงวอนของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในไฟชำระ การเยียวยารักษาความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจทุกประเภทสามารถทำได้หากมีการสวดภวานาเพื่อพวกเขาและถ้าหากพวกเขาสวดภาวนาวอนขอเพื่อเรา จำเป็นต้องพูดซ้ำอีกครั้งว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ในไฟชำระไม่สามารถสวดภาวนาเพื่อตนเองได้ ความรักที่พวกเขากระทำในชีวิตนี้เมื่อพวกเขายังเป็นเนื้อหนังและเลือดนั้นเป็นสิ่งที่เป็นใบเบิกทางไปสู่ไฟชำระของพวกเขา หากไม่มีความรัก เราก็ไม่สามารถได้รับความรอดได้ และพวกเขามีหัวใจสำหรับเราที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเราเข้าใจได้ยาก เพราะเราไม่เหมือนพวกเขา เราไม่เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังม่าน แต่พวกเขาทำได้
 
* * *
 
โพสต์นี้ได้รับข้อมูลจาก In the Friendship of God ของ Val Conlon Divine Mercy Publications, Dublin, 2009, หน้า 131 - 141 Pat Murnahan เป็นเพื่อนของ Val และเล่าเรื่องราวของเขาให้เธอฟัง 
 
รูปภาพข้างบน - Gustave Doré เป็นผู้วาดภาพ Purgatorio ของ Dante และภาพวาดดังกล่าวอยู่ในโดเมนสาธารณะ
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568

เปลี่ยนการทำงานให้เป็นการสวดภาวนา

 


แม้ว่านักบุญคัทเธอรีนแห่งเซียนนาจะมีชื่อเสียงในเรื่องการได้เห็นนิมิตและการอยู่ในสัมพันธญาณ แต่การสวดภาวนาที่ทรงพลังของเธอบางครั้งเกิดขึ้นขณะเธอทำงานบ้าน
 
นักบุญคัทเธอรีนแห่งเซียนนาเป็นสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศชีวิตให้กับพระเจ้า มอบทุกสิ่งที่เธอมีให้กับพระองค์
 
แม้จะดูเหมือนว่าเธอเป็นคนศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะเอื้อมถึงได้ แต่ที่จริงแล้ว เธอใช้กิจกรรมธรรมดาๆ หลายอย่างเพื่อเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น
 
เธอเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อย เช่น การทำอาหาร ให้กลายเป็นคำภาวนาที่ลึกซึ้งและเข้มข้นต่อพระบิดาบนสวรรค์ของเธอ การสวดภาวนาในห้องครัว
 
โดยปกติแล้ว เราคิดว่าการสวดภาวนาคือการสวดบทภาวนาชุดหนึ่ง เช่น สวดสายประคำ ดังนั้น หากเราต้องการสวดภาวนาในครัว เราจำเป็นต้องสวดสายประคำหรือสวดภาวนาอื่นๆ ที่กำหนดไว้แล้ว
 
อย่างไรก็ตาม นักบุญคัทเธอรีนแห่งเซียนนาสามารถสวดภาวนาในครัวได้โดยไม่ต้องพูดคำใดๆออกมาเลย
 
นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ เล่าถึงสิ่งที่เธอทำในหนังสือ Introduction to the Devout Life ว่า:
 
ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่าเธอ(นักบุญคัทเธอรียแห่งเซียนนา) “สร้างความประทับใจ” แก่ดวงพระทัยของเจ้าบ่าวของเธอด้วยดวงตาแห่งการพิจารณาไตร่ตรองนี้ แต่ข้าพเจ้าต้องยอมรับว่าได้มองดูเธอด้วยความยินดีไม่น้อยขณะที่เธออยู่ในห้องครัวของบิดาของเธอ เธอ ก่อไฟ, ย่างไม้เสียบ, อบขนมปัง, ทำอาหาร, และทำหน้าที่ที่ต่ำต้อยที่สุดด้วยจิตวิญญาณแห่งความรักซึ่งมองทุกสิ่งอย่างตรงไปยังพระเจ้า
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักบุญคัทเธอรีนแห่งเซียนนาคิดถึงงานของเธอในห้องครัวราวกับว่าเธออยู่ในห้องครัวของพระบิดาบนสวรรค์:
 
การพินิจไตร่ตรองของเธอจะเป็นไปในลักษณะของการจินตนาการว่าทุกสิ่งที่เธอเตรียมไว้ให้บิดาของเธอก็เตรียมไว้สำหรับพระเยซูเจ้าเช่นกัน ดังเช่นที่มาร์ธาได้กระทำ แม่ของเธอเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่มารีย์ พี่น้องของเธอเป็นอัครสาวก และด้วยเหตุนี้, คัทเธอรีนจึงทำหน้าที่รับใช้ในสวรรค์ด้วยจิตวิญญาณ ทำหน้าที่อันต่ำต้อยของเธอด้วยความอ่อนหวานอย่างยิ่ง เพราะเธอมองเห็นพระประสงค์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง บางครั้งเราอาจรู้สึกหงุดหงิดกับสมาชิกในครอบครัวที่หิวและอยากกินอาหารทันที เมื่อเราทำอาหารให้พวกเขา เราทำด้วยจิตวิญญาณแห่งหน้าที่ มากกว่าด้วยจิตวิญญาณแห่งความรัก
 
หากเราทำตามแนวทางของนักบุญคัทเธอรีนแห่งเซียนนา เราจะมองการทำอาหารในครัวในแง่ดีมากขึ้น โดยมองว่าเป็นการกระทำเพื่อการบริการและการสวดภาวนาต่อพระเจ้า
 
ทุกสิ่งที่เราทำสามารถมอบให้เจ้าบ่าวได้ แม้กระทั่งการทำมักกะโรนีอบชีสให้ลูกๆ หรือหลานๆ ของเรา
 
************************