วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ขบวนการสงฆ์ของแม่พระ

 


คุณพ่อกอบบี้(Gobbi)ผู้ก่อตั้งขบวนการสงฆ์ของแม่พระ,ท่านได้รับสาส์นจากแม่พระในลักษณะของเสียงภายใน(Locution)
 
406.สัตว์ร้ายเหมือนลูกแกะ 
วันครบรอบการประจักษ์ครั้งที่สองของฟาติมา
 
แม่พระตรัส - “ลูกที่รักทั้งหลาย วันนี้พวกลูกกำลังคิดถึงการประจักษ์ครั้งที่สองของแม่ซึ่งเกิดขึ้นในโควา ดา อิเรีย ในเมืองฟาติมา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1917 “แม่ได้บอกล่วงหน้าแก่พวกลูกแล้วถึงสิ่งที่พวกลูกกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ แม่ได้ประกาศให้ลูกทราบถึงการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างแม่,สตรีผู้สวมอาภรณ์รุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์,และมังกรใหญ่สีแดง, ซึ่งทำให้มนุษยชาติดำรงชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า
 
แม่ยังบอกล่วงหน้าแก่พวกลูกถึงงานที่ลีกลับและมืดมน, ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มฟรีเมสันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกพวกลูกออกจากการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกลูกตกเป็นเหยื่อของบาปและความชั่วร้าย
 
เหนือสิ่งอื่นใด,ในฐานะมารดา, แม่ต้องการเตือนพวกลูกถึงอันตรายร้ายแรงซึ่งคุกคามพระศาสนจักรในปัจจุบัน เนื่องจากมีการโจมตีที่โหดร้ายมากมายซึ่งกำลังดำเนินต่อเธอเพื่อทำลายเธอ
 
เพื่อจะบรรลุจุดหมายนี้, สัตว์ร้ายสีดำที่โผล่ขึ้นมาจากทะเลจึงได้ออกมาจากแผ่นดิน สัตว์ร้ายมีเขาสองเขาเหมือนลูกแกะ
 
ลูกแกะในพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์,เป็นสัญลักษณ์ของยัญบูชามาโดยตลอด ในคืนวันอพยพ,ลูกแกะถูกบูชายัญและเลือดของมันถูกทาบนเสาประตูบ้านของชาวฮีบรู เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ที่จะแยกพวกเขาออกจากการลงโทษของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชาวอียิปต์ทั้งหมด ชาวยิวในปัจจุบันยังคงระลึกถึงปาสกานี้ทุกปีโดยการเผาลูกแกะเป็นยัญบูชา บนเขากัลวารีโอ,พระเยซูคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นยัญบูชาเพื่อไถ่มนุษยชาติ พระองค์เองทรงกลายเป็นปาสกาของเราและกลายเป็นลูกแกะที่แท้จริงของพระเจ้าผู้ทรงรับบาปทั้งหมดของโลก
 
สัตว์ร้ายมีเขาสองเขาบนหัวเหมือนลูกแกะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของยัญบูชาที่เลียนแบบให้เชื่อมโยงกับสมณะศักดิ์, นั่นคือ มีเขาทั้งสอง มหาปุโรหิตแห่งพันธสัญญาเดิมจะสวมเครื่องประดับศีรษะที่มีเขาสองเขา พระสังฆราชของพระศาสนจักรสวมมาลาซึ่งมีเขาสองอัน - เพื่อบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของฐานะพระสงฆ์ของพวกเขา
 
สัตว์ร้ายสีดำมีรูปร่างเหมือนเสือดาวบ่งบอกถึงฟรีเมสัน สัตว์ร้ายมีเขาทั้งสองเหมือนลูกแกะบ่งบอกว่าฟรีเมสันได้แทรกซึมเข้าไปภายในพระศาสนจักร กล่าวคือ, กลุ่มเมสันในคณะสงฆ์,ซึ่งแพร่กระจายโดยเฉพาะในหมู่สมาชิกของสังฆานุกรม การแทรกซึมของเมสันภายในพระศาสนจักรนี้,แม่ได้บอกล่วงหน้าที่ฟาติมาแล้ว เมื่อแม่ได้ประกาศแก่พวกลูกว่าซาตานจะแทรกซึมเข้ามาแม้กระทั่งถึงจุดสูงสุดของพระศาสนจักร งานของกลุ่มเมสันคือการนำดวงวิญญาณไปสู่ความพินาศ, นำพวกเขาไปสักการะเทวรูปเท็จ, ภารกิจของเมสันในคณะสงฆ์ก็คือการทำลายพระคริสต์และพระศาสนจักรของพระองค์,สร้างรูปเคารพใหม่ขึ้นมาแทน กล่าวคือ พระคริสต์ปลอมและ ศาสนจักรเท็จ
 
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นพระวจนาตถ์ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงและมนุษย์ที่แท้จริง เพราะว่าพระองค์ทรงรวมพระเทวภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและพระธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ไว้ด้วยกัน ในพระวรสาร,พระเยซูทรงให้คำจำกัดความที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับพระองค์เอง โดยตรัสว่าพระองค์ทรงเป็น หนทาง,ความจริง,และชีวิต
 
พระเยซูทรงเป็นความจริง, เพราะพระองค์ทรงเปิดเผยพระบิดาแก่เรา,ตรัสถ้อยคำที่ชัดเจนของพระองค์แก่เรา, และนำการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดมาสู่ความจริงอันสมบูรณ์ครบครัน
 
พระเยซูทรงเป็นชีวิต, เพราะพระองค์ทรงประทานชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์แก่เราด้วยพระหรรษทานที่พระองค์ได้รับโดยอาศัยการไถ่บาปของพระองค์ และพระองค์ทรงตั้งศีลศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำให้เราได้รับพระหรรษทานจากพระองค์
 
พระเยซูทรงเป็นหนทางที่นำไปสู่พระบิดา,โดยอาศัยพระวรสารที่พระองค์ประทานแก่เรา, เพื่อเป็นแนวทางในการบรรลุถึงความรอด
 
พระเยซูทรงเป็นความจริง,เพราะพระองค์คือพระวาจาทรงชีวิต -ทรงเป็นอักษรและตราประทับของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ดังนั้นงานของเมสันในคณะสงฆ์จึงพยายามปิดบังพระวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โดยการตีความให้เป็นในแง่ของธรรมชาติและดูมีเหตุผล และพยายามทำให้พระวาจาของพระองค์เป็นที่เข้าใจและยอมรับในลักษณะนี้ได้มากขึ้น โดยจะล้างเนื้อหาที่เหนือธรรมชาติทั้งหมดออกไป ดังนั้นข้อผิดพลาดจึงแพร่กระจายไปทั่วทุกส่วนของพระศาสนจักรคาทอลิก เนื่องจากการแพร่กระจายของข้อผิดพลาดเหล่านี้ หลายคนจึงหันเหออกจากความเชื่อที่แท้จริงในปัจจุบัน ทำให้คำพยากรณ์ที่แม่ให้ไว้ที่ฟาติมาสำเร็จเป็นจริง: 'เวลาจะมาถึงเมื่อหลายคนจะสูญเสียความเชื่อที่แท้จริง' การสูญเสียความเชื่อคือการละทิ้งความเชื่อ งานของเมสันในคณะสงฆ์ทำงานในลักษณะที่ลึกลับและโหดร้าย เพื่อนำทุกคนไปสู่การละทิ้งความเชื่อ
 
พระเยซูทรงเป็นชีวิตเพราะพระองค์ประทานพระหรรษทาน, จุดมุ่งหมายของเมสันในคณะสงฆ์คือนิยามคำว่าบาปเสียใหม่, โดยนำเสนอว่าบาปไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้รับคำแนะนำให้กระทำเพื่อสนองความต้องการในธรรมชาติของตนเอง ทำลายรากเหง้าของการกลับใจซึ่งควรจะเกิดขึ้น, และยังบอกอีกว่าไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปอีกต่อไป ผลร้ายของมะเร็งร้ายที่ถูกสาปนี้, ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วพระศาสนจักร, คือการสารภาพบาปได้หายไปทุกหนทุกแห่งในแต่ละบุคคล, วิญญาณถูกชักจูงให้ดำเนินชีวิตในบาป, โดยปฏิเสธของประทานแห่งชีวิตที่พระเยซูทรงมอบให้เรา
 
พระเยซูทรงเป็นหนทางที่นำไปสู่พระบิดา,โดยทางพระวรสาร, เมสันในคณะสงฆ์สนับสนุนรูปแบบอรรถกถาเหล่านั้นที่ให้การตีความอย่างมีเหตุผลและเป็นไปในแง่ธรรมชาติ โดยประยุกต์ใช้วรรณกรรมประเภทต่างๆ ในลักษณะที่ฉีกความแท้จริงของความเชื่อออกเป็นชิ้นๆในทุกส่วน ในท้ายที่สุด เรามาถึงการปฏิเสธความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของอัศจรรย์และการกลับฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์, และทำให้เกิดความสงสัยในความเป็นพระเจ้าของพระเยซูและภารกิจแห่งความรอดของพระองค์.
 
หลังจากที่ทำลายพระคริสต์ในประวัติศาสตร์แล้ว, สัตว์ร้ายที่มีสองเขาเหมือนลูกแกะพยายามที่จะทำลายพระคริสต์ผู้ลึกลับซึ่งก็คือพระศาสนจักร พระศาสนจักรที่พระคริสต์ทรงสถาปนาขึ้นนั้นเป็นหนึ่งเดียว,และหนึ่งเดียวเท่านั้น เป็นพระศาสนจักรหนึ่งเดียวที่ศักดิ์สิทธิ์, สากล(คาทอลิก)และสืบเนื่องมาจากอัครสาวก ก่อตั้งบนเปโตร, เป็นดั่งพระเยซูเอง, พระศาสนจักรที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระกายลึกลับของพระองค์, เป็นความจริง, ชีวิต, และหนทาง
‐-------------
 
(หมายเหตุ - คุณพ่อสเตฟาโน กอบบี (Stefano Gobbi 22 มีนาคม 1930– 29 มิถุนายน 2011) เกิดในจังหวัดโคโม ประเทศอิตาลี และได้บวชเป็นพระสงฆ์ในปี 1964 ต่อมาเขาได้รับปริญญาเอกด้านเทววิทยาศักดิ์สิทธิ์จากมหาวิทยาลัย Pontifical Lateran 
จุดเปลี่ยนในชีวิตของท่านเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 ในระหว่างการแสวงบุญไปยังฟาติมา ที่อาสนวิหารแม่พระแห่งฟาติมา,พระแม่มารีย์เริ่มตรัสกับท่านอย่างชัดเจนในรูปแบบที่เทววิทยาฝ่ายวิญญาณให้คำจำกัดความว่าเป็น " inner locutions (เสียงภายใน)" พระนางมารีย์ทรงเชิญคุณพ่อให้รวบรวมพี่น้องพระสงฆ์ผู้ยินดีที่จะอุทิศตนให้กับดวงหทัยนิรมลของพระนาง และร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสุดซึ้งกับพระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และพระศาสนจักรที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
ในกรุงโรม ท่านก่อตั้งขบวนการคาทอลิกทั่วโลก นั่นคือขบวนการสงฆ์ของแม่พระ Marian Movement of Priests (MMP) คุณพ่อกอบบีได้รับสาส์นจากพระแม่มารีย์ตลอดชีวิตของท่าน โดยได้รับสาส์นมากกว่า 600 สาส์นที่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ไปทั่วโลกในหนังสือชื่อ “สำหรับพระสงฆ์ ลูกที่รักของแม่พระ” ซึ่งในปัจจุบัน,โดยทั่วไปเรียกว่า “The Bluebook” หนังสือเล่มนี้ได้รับการรับรองจากพระสังฆราชจำนวนมากและสำนักพิมพ์อื่นๆมากมาย รวมถึงของพระคาร์ดินัล Bernardino Echeverria Ruiz ofm, Ignatius Moussa Daoud and Jean-Baptiste Wu.
ทางพระศาสนจักรไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า interior locution ของคุณพ่อกอบบี้ นั้นมีธรรมชาติแห่งสวรรค์)
 
************************
 

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2024 พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์

 
โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
มาระโก 9:2-10 
พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ 
(2)ต่อมาอีกหกวัน พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงตามลำพัง แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา (3)ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า ขาวผ่องอย่างที่ไม่มีช่างซักฟอกคนใดในโลกทำให้ขาวเช่นนั้นได้ (4)แล้วประกาศกเอลียาห์กับโมเสสแสดงตนสนทนาอยู่กับพระเยซูเจ้า (5)เปโตรจึงทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” (6) เขาไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรเพราะศิษย์ทั้งสามคนต่างตกใจกลัว (7) ครั้นแล้วเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ มีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆก้อนนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” (8)ทันใดนั้น ศิษย์ทั้งสามคนเหลียวมองรอบ ๆ ไม่เห็นผู้ใดอยู่กับตนนอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น 
(9)ขณะที่กำลังลงจากภูเขา พระองค์ตรัสสั่งเขามิให้เล่าเหตุการณ์ที่เห็นให้ผู้ใดฟัง จนกว่าบุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย (10)ศิษย์ทั้งสามคนเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกใครแต่ยังปรึกษากันว่า “จนกว่าจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย” นี้ หมายความว่าอย่างไร
******************
 
 
 
บทอ่านที่หนึ่งจากหนังสือปฐมกาลวันนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทดลองอับราฮัมว่าจะนบนอบเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่ พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “จงพาอิสอัคบุตรของท่าน บุตรคนเดียวที่ท่านรักไปยังดินแดนโมริยาห์ แล้วถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาที่เราจะบอกให้ท่านรู้”
 
อับราฮัมรักอิสอัคมากก็เพราะอิสอัคเกิดจากนางซาราห์ ภรรยาที่อับราฮัมรักยิ่งนัก แต่เมื่อพระเจ้าตรัสสั่งเช่นนี้ อับราฮัมก็เชื่อฟัง และพร้อมจะมอบอิสอัคให้เป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระองค์
 
เพราะความเชื่อฟังนี้เอง พระเจ้าจึงสาบานว่าจะอวยพรอับราฮัม จะทำให้ลูกหลานของท่านทวีจำนวนมาก และชนทุกชาติบนแผ่นดินจะได้รับพระพรเพราะลูกหลานของท่าน
 
เห็นไหม ความนบนอบเชื่อฟังของอับราฮัมก่อให้เกิดผลใหญ่หลวงจริงๆ
 
ในพระวรสารวันนี้ เราก็เห็นความนบนอบเชื่อฟังของพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกัน
 
นักบุญมาระโกเล่าว่า ก่อนหน้าพระเยซูเจ้าจะทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์หกวัน พระองค์ทรงทำนายถึงพระทรมานเป็นครั้งแรกว่า “จะต้องรับการทรมานอย่างมาก จะถูกประหารชีวิต แต่สามวันต่อมา จะกลับคืนชีพ” (มก 8:31)
 
ที่สำคัญก็คือ พระองค์ไม่เพียงทำนายเท่านั้น แต่ทรงมุ่งหน้าสู่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับการทรมานและถูกตรึงตายบนกางเขนจริงๆ
 
แต่เพื่อให้แน่ใจว่าพระองค์กำลังเดินมาถูกทางแล้ว พระองค์จึงพาศิษย์ 3 คนขึ้นภูเขาสูง นักบุญลูกาบอกว่า “เพื่ออธิษฐานภาวนา” (ลก 9:28) ขอความเห็นชอบจากพระบิดา
 
พระองค์ต้องการทราบว่า “หนทางของกางเขนนี่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาจริงหรือไม่ ?”
 
คำตอบที่พระองค์ได้รับบนภูเขาสูงนี้ก็คือ นอกจากจะมีโมเสสและประกาศกเอลียาห์ปรากฏมาสนทนาด้วยแล้ว ยังมี “เมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุม” และมีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆก้อนนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”
 
สำหรับชาวยิว “เมฆ” ก็หมายถึง “พระเจ้า” นั่นเอง!
 
เท่ากับว่า พระเจ้าเสด็จมาตรัสกับพระบุตรสุดที่รักของพระองค์เองว่า “ท่านกำลังทำเยี่ยงบุตรสุดที่รักของเราพึงกระทำ จงเดินหน้าต่อไปเถิด”
 
บัดนี้คำภาวนาของพระองค์ได้รับการตอบสนองแล้ว พระองค์ทรงมั่นพระทัยเต็มร้อยว่า กางเขนคือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าจริงๆ
 
บนภูเขาสูงนี้ ชีวิตภายในของพระเยซูเจ้าได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์สูงสุด เพราะพระองค์สามารถน้อมรับพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แม้จะต้องถูกตรึงตายบนกางเขนก็ตาม
 
พี่น้องลองคิดดูสิ ความนบนอบเชื่อฟังของพระองค์จะยิ่งก่อให้เกิดผลใหญ่หลวงมากกว่าความนบนอบเชื่อฟังของอับราฮัมที่เราได้ฟังในบทอ่านที่หนึ่งมากสักเพียงใด
 
เพราะความนบนอบเชื่อฟังของพระองค์ไม่เพียงทำให้มนุษยชาติได้รับพระพรเหมือนอับราฮัมเท่านั้น แต่ยังทำให้มนุษยชาติได้รับความรอดพ้นตลอดนิรันดรอีกด้วย
 
ที่สำคัญ หลังจากพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว นักบุญเปาโลบอกเราในบทอ่านที่สองว่า พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาของพระบิดาและทรงวอนขอพระบิดาแทนเราอีกด้วย
 
สิ่งนี้น่าจะทำให้เรามีความหวังเพิ่มมากขึ้นสักเพียงใด!
 
พี่น้องครับ เสียงของพระเจ้าจากเมฆนอกจากจะตรัสว่าผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเราแล้ว พระองค์ยังตรัสอีกว่า “จงฟังท่านเถิด”
 
หากเราฟังพระเยซูเจ้า ก็เท่ากับเรากำลังฟังพระเจ้าและเลือกอยู่ข้างเดียวกับพระองค์ !
 
และ “ถ้าพระเจ้าอยู่ข้างเดียวกับเรา” นักบุญเปาโลถามเราในบทอ่านที่สองวันนี้ว่า “ใครจะสู้เราได้”
 
ก็ในเมื่ออยู่ข้างเดียวกับพระเจ้าแล้วไม่มีใครสู้เราได้ แล้วทำไมเราจะไม่อยู่ข้างเดียวกับพระองค์ด้วยการเชื่อฟังพระเยซูเจ้าพระบุตรของพระองค์ล่ะ ?
 
นอกจากนั้น ประสบการณ์ของบรรดาศิษย์บนยอดเขาก็สอนให้เราสู้และมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย
 
ก่อนหน้านี้ จิตใจของบรรดาศิษย์ห่อเหี่ยวอย่างยิ่ง พวกเขาผิดหวังที่พระเยซูเจ้าพระอาจารย์ของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความตายบนกางเขน
 
แต่บนภูเขาแห่งการแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์นี้เอง ที่บรรดาศิษย์ได้เห็น “พระวรกายของพระองค์เปลี่ยนไป” และ “ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า ขาวผ่องอย่างที่ไม่มีช่างซักฟอกคนใดในโลกทำให้ขาวเช่นนั้นได้”
 
สิ่งนี้ช่วยทำให้พวกเขาใจชื้นขึ้น เพราะพวกเขามองเห็นความรุ่งโรจน์ของพระวรกายพระเยซูเจ้าที่จะตามมาหลังจากความทุกข์ยากแห่งกางเขนผ่านพ้นไปแล้ว
 
พวกเขามองเห็น “ชัยชนะโดยผ่านทางกางเขน” !
 
นี่คือประสบการณ์ที่บรรดาศิษย์ได้รับบนยอดเขา !
 
พี่น้องที่รัก ขอให้ประสบการณ์ของบรรดาศิษย์บนยอดเขาที่มองเห็นความรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งจะเป็นความรุ่งโรจน์ของเราในอนาคตหลังจากผ่านพ้นความทุกข์ยากของกางเขนในโลกนี้ไปแล้ว ฝังอยู่ในความทรงจำของเราอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้มีความเชื่อมั่น พร้อมที่จะฟังพระเยซูเจ้า พร้อมที่จะรักและติดตามพระองค์ตลอดไป อีกทั้งมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับการประจญและความยากลำบากต่างๆ ในโลกนี้โดยระลึกถึงประสบการณ์บนยอดเขาอยู่เสมอว่า
 
“No Cross No Crown ไม่มีกางเขน ก็ไม่มีความรุ่งโรจน์ !”
 
***************************


แม่พระแห่งกิเบโฮ

 
 

ในการประจักษ์ของแม่พระแห่งกิเบโฮ,ราวันดา,อัฟริกา ซึ่งได้รับการรับรองจากพระศาสนจักรแล้ว แม่พระประจักษ์แก่เด็กหญิง 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมของโรงเรียนหญิงคาทอลิก
 
ในตอนแรก ผู้คนไม่เชื่อคำพูดของเด็กหญิงเหล่านี้ที่บอกว่า เธอได้เห็นแม่พระประจักษ์มา และจากคำบอกเล่าของแม่ชีที่สอนในโรงเรียนนี้บอกว่า มีเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อ มารี แคลร์(Marie Claire) เป็นเรื่องของพระสงฆ์ท่านหนึ่งในโรงเรียนนี้ซึ่งไม่เชื่อในคำพูดของเด็กหญิงเหล่านี้เลย มิหนำซ้ำท่านเรียกเด็กหญิงเหล่านี้ว่า “พวกโกหก” และท่านต้องการไล่เด็กหญิงเหล่านี้ออกจากโรงเรียน แต่มารี แคลร์ เข้าไปหาพระสงฆ์ท่านนี้พร้อมกับสาส์นของแม่พระที่ประทานแก่เธอและให้ส่งต่อไปยังพระสงฆ์ท่านนี้ มารี แคลร์พูดว่า
 
          มารี แคลร์,คนกลาง

“ขอโทษค่ะ คุณพ่อ ลูกไม่ได้ต้องการแสดงความไม่เคารพต่อคุณพ่อเลย” 
“แต่แม่พระ ประจักษ์แก่ลูกในวันนี้ และบอกลูกให้มาบอกคุณพ่อว่า คุณพ่อได้ทรมานลูกๆของพระนางอย่างไม่ยุติธรรม และคุณพ่อต้องทำกิจใช้โทษบาป” 
“แม่พระทรงต้องการให้คุณพ่อคุกเข่าลงในคืนนี้ และกางแขนเปิดออกต่อพระเจ้า และสวดสายประคำสามสาย”
 
พระสงฆ์เรียกมารี แคลร์ว่า คนพูดโกหกตัวเล็ก และสั่งให้เธอไปอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียนจนถึงตอนเช้า ท่านคิดว่านี่เป็นการลงโทษที่เหมาะสมแล้ว
 
แต่ต่อมาพระสงฆ์มีความคิดว่า เพื่อเป็นการปลอดภัยไว้ก่อน,ถ้าหากคำพูดของเด็กหญิงเหล่านี้เป็นความจริง และท่านไม่คิดว่ามันจะเป็นอันตรายแต่อย่างใดในการสวดภาวนามากกว่าปกติสักหน่อย
 
ดังนั้นในคืนนั้น,พระสงฆ์ได้ปิดล็อกประตูในห้องของท่าน ดึงผ้าม่านปิดหน้าต่างเพื่อที่จะไม่มีใครเห็น ท่านคุกเข่าลงที่พื้น,กางแขนออก,ในมือถือสายประคำและสวด ท่านทำตามคำพูดของมารี แคลร์ทุกประการที่บอกว่าเป็นความต้องการของแม่พระ หลังจากที่พระสงฆ์ทำตามจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เอาสายประคำเก็บไว้ในลิ้นชักของโต๊ะ แล้วเอาหนังสือและแมกกาซีนวางทับสายประคำไว้ แล้วก็ปิดลิ้นชัก
 
เข้าวันต่อมา พระสงฆ์สั่งให้มารี แคลร์มาหาในออฟฟิสของท่าน เพื่อต่อว่าเธออีกครั้ง มารี เข้าไปในห้องด้วยกิริยาร่าเริง ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด และก่อนที่พระสงฆ์จะพูดอะไร เธอได้พูดขึ้นว่า
 
“คุณพ่อคะ,แม่พระทรงพอพระทัยมาก ที่คุณพ่อสวดสายประคำตามที่พระนางทรงขอให้ท่านทำ” 
“แต่พระนางทรงบอกกับลูกในเช้าวันนี้ว่า คุณพ่อไม่ควรเอาหนังสือและแมกกาซีนหลายเล่มมาวางทับสายประคำ เมื่อตอนที่คุณพ่อนำสายประคำไปเก็บไว้ในลิ้นชัก” 
“พระนางทรงบอกว่า คุณพ่อควรมีสายประคำติดตัวตลอดเวลา และสวดทุกวัน”
 
ถึงจุดนี้ พระสงฆ์รู้สึกตัวกลับใจทันที และท่านได้กลายเป็นผู้สนับสนุนบรรดาเด็กหญิงเหล่านั้นอย่างเต็มที่
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

แม่พระทรงทราบดี

 


ฉันมีเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเรื่องแม่พระทรงจุมพิตตลับแป้งผู้หญิง เรารู้มาแล้วว่าแม่พระทรงจุมพิตวัตถุทางศาสนา เช่นสายประคำ รูปพระ ฯลฯ. แต่เราคงคิดไม่ถึงว่าแม่พระจะทรงจุมพิตตลับแป้งของผู้หญิงด้วย นี่เป็นเรื่องราวบางอย่างที่ไม่ค่อยได้ยินกัน ฉันโพสต์เรื่องนี้ก็เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงว่าเราไม่เข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่การาบังดัล Garabandal เสมอไป ฉันคิดว่าเรื่องนี้พิสูจน์ประเด็นของฉัน อย่าสงสัยในเจตนารมณ์ของพระมารดาของเรา
 
วันหนึ่งคอนชิตาอยู่ในครัวของบ้านของเธอ รายล้อมไปด้วยผู้คนที่กำลังรอการประจักษ์ บนโต๊ะเรียบง่ายที่ใช้สำหรับมื้ออาหารของครอบครัว มีสิ่งของที่เธอรวบรวมไว้เพื่อจะมอบให้แม่พระทรงจุมพิต มีคนนำตลับแป้งของผู้หญิงที่ดูมีสไตล์มาด้วย เด็กและผู้ที่อยู่ที่นั่นต้องการให้เอาตลับแป้งนี้ออกไป พระแม่มารีย์จะทรงจุมพิตวัตถุที่ถือเป็นการดูหมิ่นและใช้เพื่อสิ่งอนิจจังได้อย่างไร? อย่างไรก็ตาม ตลับแป้งยังคงอยู่ตรงนั้น การเข้าญาณแห่งความปีติยินดีเริ่มต้นขึ้นและผู้ที่อยู่ที่นั่นมองเห็นด้วยความประหลาดใจว่ามือของคอนชิตา,โดยที่เธอไม่ได้มองดูเลย,ได้เอื้อมไปทางตลับแป้งดังกล่าว คอนชิตายกตลับแป้งไปทางพระแม่มารีย์ที่มองไม่เห็น จากนั้นจึงวางมันลงบนโต๊ะด้วยความเคารพอย่างสูง ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นั่นต่างพากันประหลาดใจ,ระคนด้วยความสงสัย เป็นพระแม่มารีย์ที่ประจักษ์มาจริงๆหรือ? แม่พระจะไม่ทรงจูบวัตถุเช่นนี้ . .
 
ทันทีที่การประจักษ์สิ้นสุดลง คอนชิตาก็ถูกขอให้อธิบายในเรื่องนี้ และคอนชิตาบอกว่าพระแม่มารีย์ทรงขอให้นำตลับแป้งมาทันทีเพื่อจะจุมพิต โดยตรัสว่า นี่เป็นของ "องค์พระบุตร" คอนชิตาไม่รู้รายละเอียดอะไรอีกเลย แต่คนที่นำตลับแป้งมาไว้ที่นั่นรู้และได้เปิดเผยความลับดังนี้ -
 
ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนอันน่าสยดสยอง (1936-1939) ในเขต Red Zone ซึ่งพระสงฆ์ถูกประหารชีวิตและต้องซ่อนตลับแป้งเอาไว้ ตลับแป้งได้ถูกนำมาใช้เพื่อนำแผ่นศีลมหาสนิทไปยังสถานที่ต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปให้กับนักโทษที่พวกแดง(Reds)จับเป็นเชลยเพื่อนำไปประหาร ดังนั้นตลับแป้งนี้จึงทำหน้าที่เป็น Pyx (ที่บรรจุศีล)
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สง่าราศีของเราอยู่ในพระเจ้า

 
 

บทเทศน์ของนักบุญออกัสติน
 
ความจริงบังเกิดขึ้นมาจากแผ่นดินและความยุติธรรมมองลงมาจากสวรรค์
 
ตื่นเถิดมนุษยชาติ! เพื่อเห็นแก่พวกท่าน,พระเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ จงตื่นเถิด,ท่านผู้หลับใหล จงลุกขึ้นมาจากความตาย แล้วพระคริสต์จะทรงฉายแสงแก่ท่าน ข้าพเจ้าขอบอกพวกท่านอีกครั้งว่า: เพื่อเห็นแก่ท่าน,พระเจ้าจึงเสด็จมาเป็นมนุษย์
 
ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานในความตายชั่วนิรันดร์,หากพระองค์เสด็จมาไม่ทันเวลา ท่านจะไม่มีวันได้รับการปลดปล่อยจากเนื้อหนังที่เป็นมลทินบาปเลย,หากพระองค์ไม่ทรงรับเอารูปร่างเช่นเดียวกับเนื้อหนังที่เป็นมลทินบาปมาไว้บนตัวของพระองค์เอง ท่านคงได้รับความทุกข์ทรมานชั่วนิตย์นิรันดร์,หากปราศจากพระเมตตานี้ ท่านจะไม่มีวันกลับมามีชีวิตอีก,หากพระองค์ไม่รับปันส่วนความตายของท่าน ท่านคงจะสูญเสียไป,ถ้าพระองค์ไม่รีบมาช่วยเหลือท่าน ท่านคงพินาศไปแล้ว,ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมา
 
ให้เราเฉลิมฉลองด้วยความร่าเริงใจในการเสด็จมาของความรอดและการไถ่บาปของเรา ขอให้เราเฉลิมฉลองในวันเฉลิมฉลองซึ่งพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเป็นนิรันดร์ได้เสด็จจากนิรันดรภาพอันยิ่งใหญ่และไม่มีที่สิ้นสุดมาสู่วันเวลาอันแสนสั้นของเราเอง
 
พระองค์ทรงกลายเป็นความยุติธรรมของเรา, เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของเรา, เป็นการไถ่กู้ของเรา, เพื่อว่าตามที่มีเขียนไว้ว่า: ให้ผู้ที่มีสง่าราศีจงมีสง่าราศีในองค์พระผู้เป็นเจ้า
 
แล้วนั้น,ความจริงจึงได้บังเกิดขึ้นจากแผ่นดินโลก พระคริสต์ผู้ตรัสว่า, เราคือความจริง, ทรงประสูติจากหญิงพรหมจารีย์ และความยุติธรรมมองลงมาจากสวรรค์ เพราะว่าการเชื่อในพระคริสต์-ทารกที่เกิดใหม่นี้ - มนุษย์ไม่ได้เป็นคนชอบธรรมโดยตัวเขาเอง แต่โดยพระเจ้า
 
ความจริงได้บังเกิดขึ้นจากแผ่นดินโลก เพราะว่าองค์พระวจนาตถ์ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ และความยุติธรรมมองลงมาจากสวรรค์ เพราะว่าของประทานดีๆทุกอย่างและของประทานที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน
 
ความจริงได้บังเกิดขึ้นจากแผ่นดิน: เนื้อหนังจากมารีย์ และความยุติธรรมมองลงมาจากสวรรค์ เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถรับสิ่งใดได้,นอกจากสิ่งนั้นถูกประทานมาจากสวรรค์
 
โดยความเชื่อ, ขอให้เราอยู่อย่างสันติกับพระเจ้า เพราะความยุติธรรมและสันติสุขโอบกอดซึ่งกันและกันโดยอาศัยพระเยซูคริสต์,องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา เพราะว่าความจริงได้ขึ้นมาจากแผ่นดินโลก โดยทางพระองค์เราจึงสามารถได้รับพระหรรษทานที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ และความภูมิใจของเราก็อยู่ในความหวังที่จะได้รับสง่าราศีของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “สง่าราศีของท่าน” แต่เป็นสง่าราศีของพระเจ้า เพราะความยุติธรรมไม่ได้ออกมาจากเรา,แต่ได้มองลงมาจากสวรรค์ ดังนั้นผู้ที่มีสง่าราศีก็ให้ผู้นั้นมีสง่าราศีที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
 
ด้วยเหตุนี้, เมื่อพระเยซูประสูติจากพระนางพรหมจารีย์, ทูตสวรรค์จึงประกาศว่า: พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด และสันติสุขจงมีแด่มนุษย์ผู้มีจิตใจดี
 
เพราะจะมีสันติสุขในโลกได้อย่างไร เว้นแต่ความจริงจะได้บังเกิดขึ้นจากแผ่นดินโลก นั่นคือ เว้นแต่พระคริสต์ได้บังเกิดจากเนื้อหนังเช่นเดียวกับเรา? และพระองค์คือสันติสุขของเราที่ทำให้ทั้งสองคนรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเราจะได้เป็นผู้ที่มีจิตใจดี, ผูกพันกันอย่างอ่อนหวานด้วยสายสัมพันธ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน
 
ให้เราชื่นชมยินดีในพระหรรษทานนี้ เพื่อว่าสง่าราศีของเราจะเป็นพยานถึงมโนธรรมที่ดีของเรา โดยที่สง่าราศีนั้นไม่ใช่ในตัวเราเอง,แต่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า นั่นคือเหตุผลที่พระคัมภีร์กล่าวว่า: พระองค์ทรงเป็นสง่าราศีของข้าพเจ้า, ผู้ซึ่งเงยหน้าขึ้น เพราะว่ามีพระหรรษทานใดที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เรา,โดยทรงให้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเป็นบุตรของมนุษย์ แล้วบุตรของมนุษย์จะได้เป็นบุตรของพระเจ้าในที่สุด?
 
จงถามเถิดว่าสิ่งนี้สมควรหรือไม่ ถามเหตุผล ขอความชอบธรรม และดูว่าท่านจะพบคำตอบอื่นใดนอกจากมาจากพระหรรษทานอย่างแท้จริง มิใช่หรือ
 
************************
 

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

นักบุญหญิงคนแรกของอาร์เจนตินา

 
 

ประธานาธิบดีฆาเบียร์ มิเลแห่งอาร์เจนตินา (ขวา) ทักทายพระสันตะปาปาฟรังซิสก่อนเริ่มพิธีมิสซาสถาปนานักบุญหญิงคนแรกของอาร์เจนตินา มาเรีย อันโตเนีย เด ปาซ อี ฟิเกโรอา หรือที่รู้จักในชื่อ “มามา อันทูลา” ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2024 ตรงกลางคือ Diana Mondino รัฐมนตรีต่างประเทศอาร์เจนตินา
 
ประธานาธิบดีมิลี ซึ่งเป็นนักเสรีนิยมฝ่ายขวาที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในอดีตเคยพูดดูหมิ่นและวิพากษ์วิจารณ์พระสันตปาปาฟรังซิสอย่างรุนแรง  แต่น้ำเสียงของเขาอ่อนลงนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนธันวาคม ในส่วนของพระสันตะปาปา,พระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้ใส่ใจกับการดูหมิ่นมากเกินไป โดยบอกกับสถานีโทรทัศน์ N+ ของเม็กซิโกว่าสิ่งสำคัญคือสิ่งที่นักการเมืองทำในที่ทำงาน มากกว่าที่จะตามรอยหาเสียง พระสันตปาปามีกำหนดจะเป็นผู้นำพิธีมิสซาสำหรับการสถาปนาเป็นนักบุญของ มาเรีย อันโตเนีย เด ปาซ อี ฟิเกโรอา(Maria Antonia de Paz y Figueroa) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Mama Antula” สตรีในศตวรรษที่ 18 ผู้สละความมั่งคั่งของครอบครัวเธอเพื่อมุ่งความสนใจไปที่การกุศลและการฝึกปฏิบัติจิตของเยสุอิต
 
มามา แอนตูล่า(Mama Antula) ยังเป็นที่รู้จักจากการส่งเสริมการฝึกปฏิบัติจิตของนักบุญอิกนาเชียส(Ignatians)
 
เธอเกิดที่ Silipica, Santiago del Estero ในปี 1730 เมื่ออายุ 15 ปี เธอได้เข้าร่วมกับเด็กชายและเด็กหญิงคนอื่นๆในการช่วยเหลือคณะเยซูอิตในการฝึกปฏิบัติจิตของนักบุญอิกนาเชียส โดยก่อตั้งกลุ่มที่เรียกว่า " Beate " และสวมชุดนักบวชสีดำของคณะเยสุอิต เธอได้ปฏิญาณเป็นการส่วนตัว และดำเนินชีวิตในฐานะฆราวาสที่ถวายตัวแล้ว
 
เมื่อคณะเยสุอิตถูกขับไล่ออกจากทวีปอเมริกาในปี 1767, เธอยังคงทำงานต่อไปในช่วงที่เยซูอิตไม่อยู่ โดยให้มีการฟื้นฟูจิตใจตามการฝึกปฏิบัติจิตทั่ว Santiago del Estero และที่อื่นๆ ขณะเดียวกันก็ดูแลคนยากจนและคนขัดสนด้วย
 
ในปี ค.ศ. 1780 เธอได้เปิดบ้านสำหรับการฝึกปฏิบัติจิตของนักบุญอิกนาเชียส และให้การฟื้นฟูทงจิตใจแก่ผู้คนหลายพันคน ก่อนที่จะเสียชีวิตในอีกเกือบ 20 ปีต่อมา,คือในวันที่ 7 มีนาคม 1799 ได้มีการส่งกรณีของเธอให้ทางวาติกันพิจารณาในการแต่งตั้งให้เป็นบุญราศีในปี 1905, ตามคำร้องขอของพระสังฆราชชาวอาร์เจนตินา เธอได้รับการประกาศเป็นบุญราศีในปี 2016
 
การแต่งตั้งเป็นนักบุญของเธอในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้นในวันครบรอบการประจักษ์ครั้งแรกของแม่พระในเมืองลูร์ด
 
หลายคนเชื่อว่าการแต่งตั้ง Mama Antula เป็นนักบุญนั้นเป็นการเตรียมทางให้พระสันตปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนอาร์เจนตินา พระองค์ได้แสดงความปรารถนาที่จะไปเยือนประเทศบ้านเกิดของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งจะเป็นการเดินทางกลับครั้งแรกของพระองค์นับตั้งแต่ทรงได้รับการเลือกตั้งในปี 2013 และจะเป็นหนึ่งใน การเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของพระสันตปาปา
 
พระสันตปาปาฟรังซิสทรงกล่าวว่าการเสด็จเยือนของพระองค์นี้, ถ้ามันเกิดขึ้น, จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการประชุมสมัชชาพระสังฆราชในเดือนตุลาคม แต่ยังคงอยู่ใน “วงเล็บ” ในขณะที่พระองค์จัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพต่างๆ ที่ทำให้ การเดินทางระหว่างประเทศที่ยาวนานนั้นยากลำบาก
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พรุ่งนี้คุณจะไปอยู่ในนิรันดรภาพ

 



ในปี 1844, ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในระยะสุดท้ายของการเป็นวัณโรค,เธออยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์จอห์นในเมืองตูริน เธอใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยและปราศจากความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และเกรงว่าเธอจะตายด้วยความสิ้นหวัง เธอมีส่วนร่วมในเรื่องนับไม่ถ้วนซึ่งมีความผิดในบาปร้ายแรง, และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางการเงินแก่คนจำนวนมาก เธอไม่ได้สารภาพบาปมาหลายปีแล้ว เธอต่อต้านคำวิงวอนอย่างฉุนเฉียวของอธิการบดีโรงพยาบาล,พระสงฆ์,และแม่ชีที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอสารภาพบาป
 
เธอปฏิเสธความพยายามของคุณพ่อ Cafasso และขว้างแจกันใส่เขา แพทย์ประเมินว่าเธออยู่ที่ประตูแห่งความตายและเสียใจกับความคิดที่ว่าหญิงผู้น่าสงสารคนนี้อาจตายโดยไม่กลับใจ คุณพ่อCafasso กลับไปที่ Convitto และขอให้คุณพ่อบอสโกไปพบเธอ คุณพ่อบอสโกยินดีที่จะไป
 
คุณพ่อบอสโกเดินช้าๆ ผ่านวอร์ด และหยุด,พูดกับคนไข้ที่อยู่ข้างๆหญิงน่าสงสารคนนั้น จากนั้น, โดยไม่แม้แต่จะมองไปทางเธอหรือพูดอะไรกับเธอ คุณพ่อบอสโกก็เดินไปที่คนไข้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งและเริ่มพูดคุยกับเขา หญิงที่กำลังจะตายมองตามคุณพ่อบอสโกตลอด และเมื่อเห็นว่าคุณพ่อบอสโกไม่มาแวะหรือพูดคุยสักสองสามคำกับเธอเลย แต่ยังเพิกเฉยต่อเธอโดยสิ้นเชิง เธอพูดว่า "คุณพ่อจะไม่คุยกับฉันบ้างหรือ?"
 
“แน่นอน” คุณพ่อบอสโกตอบ และยกเก้าอี้ขึ้นนั่งข้างเตียงเธอแล้วถามว่า “เอาล่ะ?” 
“พูดดีๆกับฉันหน่อยสิ”เธอพูด 
 "ใช่, พ่ออยากทำเช่นนั้น" 
 “คุณพ่อจะคุยกับฉันเรื่องอะไร” 
 “สารภาพบาป!”
 
“การสารภาพบาป! ครั้งสุดท้ายของฉันมันผ่านมานานแล้ว” 
“เอาล่ะ จงทำใหม่เดี๋ยวนี้!” 
“มันไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อเช้านี้มีคุณพ่อท่านอื่นต้องการฟังคำสารภาพบาปของฉัน แต่ฉันไม่ทำและขับไล่เขาออกไป” 
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย สิ่งที่คุณควรทำตอนนี้คือจัดมโนธรรมของคุณให้เป็นระเบียบ แล้วพระเจ้าจะทรงเริ่ม, พระองค์ทรงอยู่ในใจของคุณ... 
“แต่ฉันไม่พร้อมจะสารภาพบาป” 
 “เพราะฉะนั้นพ่อจึงอวยพรแก่คุณ, เพื่อที่คุณจะได้เตรียมตัว”
 
“ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกแบบนั้น ต่อเมื่อฉันหายดีแล้ว ฉันจะไปสารภาพบาปที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง หรือแม้แต่ที่นี่ในโบสถ์ของโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด” 
“คุณเชื่อจริงๆหรือว่าจะหายดี” 
"ตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว" 
“บางที,แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น” 
"ทำไมจะไม่ล่ะ?" 
“คุณอยากให้พ่อบอกอะไรบางอย่างจากคำพูดของหมอหรือในนามของพระเจ้าไหม?” 
“ไม่ใช่ ไม่ใช่จากหมอ ฉันอยากได้ยินอะไรบางอย่างในนามของพระเจ้ามากกว่า”
 
“ในพระนามของพระเจ้า พ่อขอบอกคุณว่าด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ประทานเวลาให้คุณเพิ่มอีกสองสามชั่วโมงเพื่อให้คุณคิดถึงจิตวิญญาณของคุณ ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายสี่โมงแล้ว และคุณยังมีเวลาสารภาพบาป, รับศีลมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์, รับศีลเจิมคนป่วย และการอวยพรของพระสันตะปาปา อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไป พรุ่งนี้คุณจะไปอยู่ในนิรันดรภาพ"
 
“คุณพ่อหมายความอย่างนั้นจริงๆหรือ? มันเป็นไปไม่ได้!” 
"พ่อบอกคุณแล้วว่าพ่อไม่ได้พูดในนามของหมอ แต่ในนามของพระเจ้า" 
"ชั่วนิรันดร์ ชั่วนิรันดร์! ความคิดอะไรเช่นนี้... มันทำให้ฉันกลัว" 
“มาเริ่มกันเลย พ่อจะช่วยคุณ” 
หญิงผู้น่าสงสารสารภาพบาป และในคืนนั้นเองเธอก็เสียชีวิต 

Source: Don Bosco the Apostle of Confession
 
************************