วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567

เราคือการปฏิสนธินิรมล

 
 

เมื่อ 180 ปีที่แล้ว แบร์นาเด็ตต์ยังเป็นเด็กสาวคนหนึ่งเกิดในเมืองห่างไกลในเทือกเขาพิเรนีส เธอถูกเลี้ยงดูโดยอาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน มันไม่ได้ถูกใช้เป็นคุกขังอาชญากรอีกต่อไปแล้ว เพราะมันไม่เหมาะกับจุดประสงค์นั้นอีกต่อไป แต่พ่อแม่ของเธอ ฟรังซัว(Francois) และ หลุยส์ ซูบีรุส(Louise Soubirous) มีชีวิตบนขอบของความยากจนข้นแค้น และที่พักแบบห้องเดียวนี้ก็เพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะจ่ายได้. ถ้าหากชาลส์ ดิคเกนส์,นักเขียนนวนิยายซึ่งอยู่ในช่วงรุ่งเรืองในเวลานั้น ได้เห็นที่อยู่ซอมซ่อที่ครอบครัวซูบีรุสอาศัยอยู่, เขาจะเขียนนวนิยายเกี่ยวกับครอบครัวนี้แน่ เมื่อบิดามารดาอุ้มลูกน้อย แบร์นาแด็ต,พวกเขาไม่รู้เลยว่าเธอจะมีชื่อเสียงในภายหน้า แต่แม้จะยากจนและถูกดูถูกมาก,แบร์นาแด็ตน้อยก็ยังคงปรารถนาที่จะถูกขังอยู่ในห้องของเธอเองเพื่อมีความสงบสุข
 
แบร์นาเด็ตต์เป็นลูกคนโตในจำนวน 9 คน ตอนที่เธอยังเป็นเด็กวัยหัดเดิน, เธอติดเชื้ออหิวาตกโรค ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำและทำให้ปากแห้ง แต่มันก็ไม่ได้ทำลายความงามของแบร์นาแด็ต และดวงตาของเธอดูลึกล้ำในขณะที่ใบหน้ารูปไข่ของเธอเปล่งประกายด้วยความน่ารัก เธอเติบโตและสูงเพียง 4 ฟุต 7 นิ้วเท่านั้น ตัวเล็กกว่าโจนออฟอาร์ก(Joan of Arc) เสียด้วยซ้ำ เธอได้รับการศึกษาน้อย และเมื่ออายุ 14 ปี เธอยังไม่สามารถอ่าน, เขียน, หรือพูดภาษาฝรั่งเศสได้
 
ภาษาแม่ของเธอคือภาษาอ็อกซิตัน(Occitan)ซึ่งมีน้ำเสียงแบบห้วนๆและเป็นส่วนผสมของภาษาท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นภาษานี้ที่พระมารดาของพระเจ้าพูดกับแบร์นาเด็ต ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำพูดที่บริสุทธิ์ซึ่งคนดูถูกเหยียดหยาม ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ถึง 16 กรกฎาคม 1858, พระแม่มารีย์ปรากฏต่อแบร์นาเด็ตรวม 18 ครั้งที่ริมฝั่งแม่น้ำ กาฟ(Gave) แบร์นาเด็ตรู้สึกตะลึงกับความงามเปล่งประกายของแม่พระ พระนางทรงสวมชุดสีขาวไร้ที่ติและเสื้อคลุมพร้อมผ้าคาดเอวสีฟ้า, กุหลาบสีทองประดับเท้าเปล่าของพระนาง แบร์นาเด็ตกล่าวในภายหลังว่างานประติมากรรมของแม่พระไม่สามารถเทียบได้กับความงามของแม่พระจริงๆได้เลย สิ่งนี้รับประกันได้ว่าความงดงามน่ารักของแม่พระนั้นพิเศษมาก
 
พระสงฆ์ประจำถิ่นได้พูดกดดันแบร์นาเด็ตต์ให้ถามชื่อของสตรีที่ประจักษ์มา และแม่พระได้ตทรงบอกพระนามของพระนางในวันฉลองแม่พระทรงรับสาส์นว่า "เราคือการปฏิสนธินิรมล" 4 ปีก่อนที่แม่พระจะประจักษ์แก่แบร์นาแด็ต, ทางวาติกันได้ประกาศข้อความเชื่อเรื่องการปฏิสนธินิรมลของพระแม่มารีย์ และในซอกเล็กๆบนไหล่เขาซึ่งแม่พระประจักษ์แก่แบร์นาแด็ต,พระนางทรงเปิดเผยต่อแบร์นาแด็ตถึงความจริงแห่งข้อความเชื่อนี้ พระนางทรงขจัดความสงสัยการบังเกิดโดยปราศจากบาปของพระนาง,ทรงปราศจากตำหนิอันเนื่องมาจากบาป,ทั้งบาปกำเนิดและบาปใดๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ตาม และองค์ราชินีแห่งสวรรค์ทรงปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเราให้ได้รับความรอด
 
การประจักษ์ของแม่พระต่อแบร์นาเด็ตเป็นการพิสูจน์ข้อความเชื่อเรื่องปฏิสนธินิรมล ลูร์ดเป็นของขวัญสำหรับมนุษยชาติและเป็นรางวัลสำหรับพระศาสนจักรที่แต่งตั้งพระสันตปาปาปิโอที่ 9 ผู้ทรงประกาศอย่างเป็นทางการว่าแม่พระทรงปฏิสนธิในครรภ์มารดาโดยปราศจากบาปกำเนิด ลูร์ดกลายเป็นศูนย์กลางของการเยียวยาเรักษาโรคอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านความสงบสุขอย่างลึกซึ้งและการยกระดับจิตใจของผู้แสวงบุญที่ไปที่นั่น เป็นแหล่งแห่งความยินดีสำหรับผู้ซื่อสัตย์ที่ศรัทธาในการวิงวอนต่อพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล ลองนึกภาพสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นถ้าทุกคนตั้งแต่พวกเราไปจนถึงพระสงฆ์ในลำดับชั้นของพระศาสนจักรได้ทำสิ่งที่แม่พระทรงต้องการตลอดเวลา
 
พวกเราที่รู้สึกเสียใจที่ราชินีแห่งสวรรค์มักถูกละเลยหรือถูกดูหมิ่น,จำเป็นต้องทำให้ตัวอย่างของแบร์นาเด็ตเป็นที่รู้จักมากขึ้น ถ้าเพียงแต่พระสังฆราชของเราจะเป็นเหมือนเธอมากกว่านี้! แบร์นาเด็ตเป็นคนเรียบง่ายและมีนิสัยนบนอบเชื่อฟังเหมือนเด็ก ความซื่อสัตย์ของเธอหมายความว่าเธอพยายามทำตามที่แม่พระทรงร้องขอโดยไม่คำนึงว่าจะต้องเสียสละเท่าไร และบางทีที่สำคัญที่สุดคือเธอไม่สนใจชื่อเสียงของเธอเองที่อาจถูกดูหมิ่น มีความพยายามที่จะทำให้เธอปฏิเสธการประจักษ์นี้ เธอยอมเสียสละตนเองอย่างเต็มที่ในการพลีกรรมเพื่อทำให้คนบาปกลับใจ แบร์นาเด็ตไม่ใช่ปัญญาชนที่มีความคิดซับซ้อน – การขาดความฉลาดของเธอทำให้หลายคนดูถูกเธอ แต่อันที่จริง,ดูเหมือนพวกเขาจะอิจฉาเธอมากกว่า นี่คือเด็กสาวที่องค์ราชินีแห่งสวรรค์ทรงเลือกให้เป็นทูตพิเศษของพระนาง
 
ความอ่อนน้อมถ่อมตนของแบร์นาเด็ตต์นั้นยิ่งใหญ่ เธอถูกชุบเลี้ยงมาในคุกร้าง และไม่เคยรู้สึกว่าถูกบังคับโดยเจ้าหน้าที่เมื่อพวกเขาขู่ว่าจะขังเธอไว้ เธอบอกว่าเธอค่อนข้างจะสนุกกับมัน โรคหอบหืดที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม,แต่เธอไม่เคยยอมแพ้ เมื่อเธอเห็นคนอื่นๆได้รับการรักษาอย่างน่าอัศจรรย์ แต่เธอก็ยอมรับโดยดุษฎีว่าเธอปรารถนาเป็นดังที่แม่พระตรัสไว้ว่าเธออาจไม่มีความสุขในชีวิตนี้ แต่ในชีวิตหน้านั้นแน่นอน
 
โดยส่วนตัวแล้ว, ฉันเชื่อว่าพิธีมิสซาแม่พระแห่งลูร์ดมีพลังมหาศาลในการละลายหัวใจของผู้คนและเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นอาสาสมัครที่เต็มใจของพระนางเช่นเดียวกับแบร์นาเด็ต มีบทความ,มีรูปภาพมากมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำสมาธิ เพื่อที่เราจะได้มีบางอย่างที่คล้ายกับความรู้สึกของแบร์นาเด็ต,เมื่อเธอเห็นแม่พระผู้งดงามและน่ารักที่สุดในบรรดาสตรีทั้งหลาย พระมารดาแห่งองค์พระเมสสิยาห์ "เสด็จลงมาจากสวรรค์,แต่งตัวราวกับเจ้าสาว" บทสดุดีนี้อาจเป็นคำอธิบายสำหรับการประจักษ์นี้ “จงลุกขึ้นเถิด ที่รักของฉัน ผู้งดงามของฉัน และมาเถิด นกพิราบของฉัน อยู่ที่ซอกหิน ในที่ว่างของกำแพง”
 
ศีลมหาสนิทถือว่าเป็นบ่อน้ำพุที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้นึกถึงน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองลูร์ด ในพิธีมิสซา,หลังจากรับศีลแล้วให้เราสวดภาวนาเพื่อตัวเราเอง ราวกับว่าในชีวิตนี้เรากำลังอยู่ในการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย และต้องการพระหรรษทานจากพิธีมิสซาศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปสู่สวรรค์ ในที่นี้, เราเป็นหนึ่งเดียวกับผู้แสวงบุญที่แท้จริงทุกคนที่ไปเมืองลูร์ดเพื่ออยู่เบื้องหน้าภูเขาที่แม่พระทรงประทับยืนอยู่ ณ ธรณีประตูสวรรค์ เชิญชวนเราทุกคนให้เข้ามาหาพระนางพร้อมกัน
 
ขอความสุขจงมีแด่ทุกท่านเนื่องในวันฉลองแม่พระทรงรับสาส์น
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567

แม่ในสวรรค์ช่วยเหลือลูกชาย

 



พระสงฆ์ท่านหนึ่งที่อยู่ในเลบานอนได้เล่าเรื่องราวนี้
 
ตามที่เรารู้กัน,เลบานอนเป็นประเทศที่ได้รับความทุกข์จากสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปี วันหนึ่งขณะที่พระสงฆ์ท่านนั้นกำลังอยู่ในที่ทำงานของโบสถ์,มีเสียงเคาะประตู ท่านไปเปิดประตูและพบกับหญิงชราผู้หนึ่ง หญิงชราพูดกับท่านว่า “คุณพ่อโปรดไปยังบ้านหลังนี้ด้วย” แล้วเธอก็ส่งกระดาษให้พระสงฆ์ซึ่งมีที่อยู่ของบ้านเขียนไว้ พร้อมกับพูดว่า “กรุณาไปที่นี่ด้วยนะคะ,เพราะมีคนกำลังจะตายและเขาต้องการได้รับการโปรดศีลครั้งสุดท้าย”
 
พระสงฆ์ขี่จักรยานของท่านไปยังสถานที่ซึ่งระบุไว้ในกระดาษนั้น มันเป็นตึกอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง พระสงฆ์ไปยังห้องซึ่งเลขที่ตรงกับในกระดาษ ท่านเคาะประตูห้องและพบกับชายหนุ่มที่มาเปิดประตู อายุของเขาประมาณ 20 ปี ชายหนุ่มพูดว่า “มีอะไรให้ผมช่วยครับ,คุณพ่อ?” พระสงฆ์ก็บอกว่า “พ่อได้รับแจ้งว่ามีบางคนที่นี่กำลังจะตายใช่ไหม?” ชายหนุ่มพูดว่า”ไม่มีนี่ครับ ผมอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว จะมีคนตายได้อย่างไร” พระสงฆ์พูดว่า “มีผู้หญิงคนหนึ่งมาหาพ่อ และบอกกับพ่อพร้อมทั้งให้กระดาษเขียนสถานที่ไว้ด้วย นี่อย่างไรล่ะ” ท่านยื่นกระดาษให้เขาดู ชายหนุ่มพูดว่า “บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจสับสนกับเลขที่ห้องของอพาร์ทเมนต์ ผมจะช่วยคุณพ่อหานะครับ” แล้วชายหนุ่มก็ไปกับพระสงฆ์ ไปเคาะประตูห้องทุกห้องในอพาร์ทเมนต์นั้น แต่พวกเขาก็ไม่พบว่ามีใครกำลังจะตายเลย ชายหนุ่มจึงพูดกับพระสงฆ์ว่า “ทำไมคุณพ่อไม่เข้ามาที่ห้องของผม เพื่อพักผ่อนและดิ่มน้ำชาสักถ้วยละครับ เพราะเสียเวลาไปหนึ่งชั่วโมงครึ่งแล้ว บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจหมายถึงอพาร์ทเมนต์แห่งอื่นก็ได้ เพราะแถวนี้มีอพาร์ทเมนต์หลายตึก เราคงไม่สามารถไปเคาะประตูอพาร์ทเมนต์ทั้งหมดได้หรอกครับ”
 
ดังนั้นพระสงฆ์ก็ไปที่ห้องของชายหนุ่มและพวกเขาก็พูดคุยกัน ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวของเขาให้พระสงฆ์ฟัง เขาบอกว่า เขาเป็นคาทอลิก แม่ของเขาเป็นคนที่ศรัทธามากและท่านมักพาเขาไปโบสถ์เสมอ แต่ท่านตายไปหลายปีแล้ว ส่วนตัวของเขาก็ห่างเหินไปจากความเชื่อ ชายหนุ่มเล่าให้พระสงฆ์ฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเขา พระสงฆ์ได้ฟังแล้วก็พูดกับเขาว่า “ตอนนี้คุณได้เล่าเรื่องราวของคุณแล้ว ทำไมคุณไม่พูดกับพระเจ้าด้วย คุณต้องการสารภาพบาปไหม?” ชายหนุ่มตอบรับ แล้วเขาก็สารภาพบาปและพระสงฆ์ก็โปรดศีลอภัยบาปให้เขา พระสงฆ์บอกชายหนุ่มว่าถ้ามีเวลาก็มาที่โบสถ์และช่วยเหลือที่โบสถ์บ้าง และขอให้เขาเริ่มต้นชีวิตคริสตชนอีกครั้ง แล้วพระสงฆ์ก็บอกลา,ท่านขี่จักรยานมุ่งหน้าจะไปที่โบสถ์ แต่เสียงไซเรนก็ดังขึ้นเตือนประชาชนว่าจะมีระเบิดลง พระสงฆ์จึงแอบเข้าไปอยู่ในตึกใกล้ๆ,หลบอยู่ด้านล่างสุดของอาคาร หลังจากสิ้นสุดการระเบิดแล้ว,พระสงฆ์ออกมาจากอาคาร อาคารที่ท่านหลบนั้นถูกระเบิดด้วย พระสงฆ์พร้อมด้วยประชาชนอื่นๆพยายามค้นหาผู้รอดชีวิต แล้วพวกเขาก็พบร่างของชายหนุ่มผู้ซึ่งพระสงฆ์ได้อยู่กับเขา ชายหนุ่มเสียชีวิตจากการระเบิดครั้งนั้น ที่บริเวณคอของชายหนุ่มมีสร้อยคอที่มีล็อกเก็ต พระสงฆ์ได้เปิดล็อกเก็ต,มีอักษรเขียนไว้ว่า “คุณแม่สุดที่รักของผม” และรูปภาพในล็อกเก็ตคือรูปของหญิงชราที่มาเคาะประตูเพื่อพบกับพระสงฆ์
 
เรื่องนี้มีความหมายว่าอย่างไร? ผู้หญิงคนนั้นเวลานี้อาจอยู่ในไฟชำระหรืออาจอยู่ในสวรรค์แล้วก็ได้ และเธอได้สวดภาวนาเพื่อบุตรชายของเธอ พระเจ้าทรงทราบว่าใกล้เวลาที่ลูกชายของเธอจะต้องเสียชีวิต พระองค์จึงทรงอนุญาติให้เธอไปเคาะประตูและขอให้พระสงฆ์ไปพบกับลูกชายของเธอเพื่อโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ที่จำเป็นสำหรับเขา
 
************************
 

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2024 พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์แก่บรรดาศิษย์

 
โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
ลูกา 24:35-48 
(35)ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง
(36)ขณะที่บรรดาศิษย์สนทนากันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ในหมู่เขา ตรัสว่า ‘สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด’ (37)เขาต่างตกใจกลัว คิดว่าได้เห็นผี (38)แต่พระองค์ตรัสว่า ‘ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ (39)จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริง ๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี’ (40)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาท (41)เขายินดีและแปลกใจจนไม่อยากเชื่อ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘ท่านมีอะไรกินบ้าง’ (42)เขาถวายปลาย่างชิ้นหนึ่งแด่พระองค์ (43)พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขา 
(44)หลังจากนั้นพระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘นี่คือความหมายของถ้อยคำที่เรากล่าวไว้ขณะที่ยังอยู่กับท่าน ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเราในธรรมบัญญัติของโมเสส บรรดาประกาศกและเพลงสดุดีจะต้องเป็นความจริง’ (45) แล้วพระองค์ทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์ (46) ตรัสว่า ‘มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม (47) จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม (48) ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้’
******************
 
 
 
ย้อนกลับไปเมื่อสองพันปีก่อน ตอนเช้าวันอาทิตย์ปัสกาพระเยซูเจ้าทรงปรากฏกายแก่มารีย์ชาวมักดาลา ตอนบ่ายทรงร่วมเดินทางกับศิษย์สองคนที่กำลังเดินทางไปหมู่บ้านเอมมาอุส ส่วนตอนค่ำพระองค์ทรงปรากฏกายแก่บรรดาศิษย์ดังที่เราได้ฟังในพระวรสารวันนี้ ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงกลับคืนชีพจากความตายจริง
 
ก่อนอื่นต้องย้ำว่า พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพจริง เพราะเริ่มมีบางลัทธิอย่างเช่น Gnosticism สอนว่า “วิญญาณเป็นสิ่งดี วัตถุเป็นสิ่งชั่ว” ผลที่ตามมาก็คือ พระเจ้าผู้ทรงเป็นจิตล้วนจะรับเอากายเป็นมนุษย์ไม่ได้เพราะกายเป็นวัตถุและชั่ว พระเยซูเจ้าจึงไม่เคยมีร่างกายแบบมนุษย์ พระองค์เป็นเพียงวิญญาณคล้ายผีที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์เท่านั้น เวลาพระองค์เดินจะไม่ปรากฏรอยเท้าบนพื้น ไม่มีเงา
 
เมื่อไม่มีร่างกายแบบมนุษย์ เวลาพระองค์ถูกทรมานจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดและก็ไม่ได้สิ้นพระชนม์จริงๆ
 
ในเมื่อพระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์จริง จะมีการกลับคืนชีพได้อย่างไรกัน หรือหากมีการกลับคืนชีพจริงๆ พระองค์ก็ยังคงเป็นเพียง “วิญญาณ” หรือเป็น “ผี” เท่านั้น
 
ขนาดบรรดาอัครสาวกเองก็ยังตกใจกลัวเมื่อพระองค์เสด็จมาหาพวกเขา พวกเขาคิดว่าพระองค์เป็นผี จนพระเยซูเจ้าต้องยื่นพระหัตถ์และพระบาทให้พวกเขาดู พร้อมกับกล่าวว่า “จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริงๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี”
 
พี่ เท่านั้นยังไม่พอ พระองค์ทรงรับปลาย่างชิ้นหนึ่งมาเสวยต่อหน้าพวกเขาอีกด้วย !
 
ทั้งหมดนี้แปลว่า พระเยซูเจ้าผู้กลับคืนพระชนมชีพไม่ใช่ผี ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่เงา แต่เป็นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันกับที่ได้สิ้นพระชนม์จริง
 
เพราะฉะนั้น ศาสนาคริสต์จึงมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน หรือจิตใจที่ฟั่นเฟือนของศิษย์บางคนที่หลงเห็นเงาเป็นคน แต่มีพื้นฐานอยู่บนบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้เผชิญหน้ากับความตาย และได้กลับคืนชีพจริง
 
ในเมื่อพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจริงก็แปลว่าพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือความตาย !
 
นักบุญเปาโลพูดถึงความตายไว้ว่า “บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียว และความตายเข้ามาเพราะบาปฉันใด ความตายก็แพร่กระจายไปถึงมนุษย์ทุกคนเพราะทุกคนทำบาปฉันนั้น” (รม 5:12)
 
พูดง่ายๆ ก็คือ ความตายเป็นผลของบาป !
 
ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรงมีชัยชนะเหนือความตาย ก็แปลว่าพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือบาปด้วย
 
นักบุญยอห์นจึงบอกเราในบทอ่านที่สองวันนี้ว่าการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ “เป็นเครื่องบูชาชดเชยบาป ไม่เพียงของเราเท่านั้น แต่ชดเชยบาปของมนุษย์ทั้งโลกด้วย”
 
เท่านั้นยังไม่พอ พระองค์ยังทรงมอบอำนาจอภัยบาปให้แก่บรรดาอัครสาวกและแก่พระศาสนจักรอีกด้วย
 
ด้วยเหตุนี้ ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ เปโตรจึงเชิญชวนชาวยิวว่า การที่พวกเขาปฏิเสธพระเยซูเจ้าต่อหน้าปีลาต ขอให้ปีลาตปล่อยบารับบาส ซึ่งเป็นฆาตกร แล้วประหารพระเยซูเจ้า ทั้งหมดนี้พวกเขาทำไปก็เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น “จงเป็นทุกข์กลับใจและหันมาหาพระเจ้าเถิด เพื่อบาปของท่านจะได้รับการอภัย”
 
ส่วนบทอ่านที่สองวันนี้ ยอห์นขึ้นต้นราวกับว่าเราจะไม่ทำบาปกันอีกแล้ว ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ถึงท่าน เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป”
 
เหตุที่ยอห์นเขียนเช่นนี้เพราะท่านเป็นคนมองโลกสวย ท่านมองว่าเมื่อเราเชื่อและมีชีวิตอาศัยพระเยซูเจ้าแล้ว เราจะไม่ทำบาปอีกเลย ท่านกล่าวว่า “ทุกคนที่ดำรงอยู่ในพระองค์ย่อมไม่ทำบาป ... ผู้ที่ทำบาปย่อมมาจากปีศาจ เพราะปีศาจนั้นทำบาปมาตั้งแต่แรกเริ่ม ... ทุกคนที่บังเกิดจากพระเจ้าย่อมไม่ทำบาป เพราะเชื้อชีวิตของพระเจ้าดำรงอยู่ในตัวเขา และเขาไม่อาจทำบาปได้ เพราะเขาบังเกิดจากพระเจ้า” (1 ยน 3:6,8-9)
 
แต่แม้จะมองโลกสวยราวกับว่าเราเลิกทำบาปกันแล้ว กระนั้นก็ตาม ยอห์นยังยอมรับความจริงว่าธรรมชาติของเรามนุษย์นั้นอ่อนแอ และโน้มเอียงที่จะทำบาป เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวต่อว่า “แต่ถ้าใครทำบาป เรายังมีทนายแก้ต่างให้เฉพาะพระพักตร์ของพระบิดา”
 
ทนายแก้ต่างผู้นี้ก็คือพระเยซูเจ้า !
 
ก็แปลว่า พระเยซูเจ้านอกจากจะยอมสิ้นพระชนม์เพื่อเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปทั้งของเรา และของมนุษย์ทั้งโลกแล้ว พระองค์ยังทรงช่วยแก้ต่างแทนเราต่อหน้าพระบิดาอีกด้วย
 
พี่น้องครับ ในเมื่อพระเยซูเจ้าทรงทุ่มเทชีวิตทั้งขณะอยู่ในโลกนี้และขณะอยู่ในสวรรค์เพื่อความรอดพ้นของเราเช่นนี้ ก็ขอให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะทำบาปหนักหรือบ่อยเพียงใด พระองค์ทรงอ้าแขนต้อนรับเราอยู่เสมอ ขอเพียงให้เราปฏิบัติตามที่นักบุญเปโตรเทศน์สอนวันนี้ว่า “ท่านจงเป็นทุกข์กลับใจและหันมาหาพระเจ้าเถิด เพื่อบาปของท่านจะได้รับการอภัย”
 
ในมิสซาวันนี้ ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักเราถึงกับยอมส่งพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์มายอมตายเพื่อชดเชยความผิดบาปของเรา และขอพระองค์โปรดช่วยเราให้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะดำเนินชีวิตให้สมกับที่พระองค์ทรงรัก และจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้พระองค์ต้องเสียพระทัยอีกต่อไป
 
***************************


ในที่สุดจอห์นก็ยอมสวมเหรียญอัศจรรย์

 


ขณะที่จอห์นฟังเรื่องราวที่เล่าว่าโซอี แคทเธอรีน ลาบูเร(Zoe Catherine Laboure)ขณะที่อยู่ในวัยยี่สิบสามปี, ด้วยความช่วยเหลือของพี่ชายของเธอและภรรยาของเขา ในที่สุดก็สามารถชนะใจพ่อของเธอที่จะให้เธอเข้าสู่คณะนักบวช ธิดาเมตตาธรรม(Daughter of Charity) จอห์นรู้สึกมีความสะเทือนใจ และเห็นใจในตัวเองอย่างที่ไม่เคยประสบมาหลายปีแล้ว
 
“ซิสเตอร์ครับ . . ” เขาเริ่มพูด,แล้วก็เงียบไป การถามคำถามจะมีประโยชน์อะไร? ดูเหมือนซิสเตอร์แคทเธอรีนจะอ่านความคิดเหล่านี้ได้ “จอห์น พระเจ้าผู้แสนดีทรงรักเราแต่ละคน---โอ้ รักมากจริงๆ!---ไม่ว่าเราจะทำอะไรที่ทำให้พระองค์ขุ่นเคืองก็ตาม” "แต่ผมไม่เข้าใจ . . " "ฟังนะ จอห์น เธออยากได้อะไรมากที่สุดในโลกนี้" “เธออยากมีความสุขใช่ไหม “ช -ใช่” “แล้วเธอคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้!” “โอ้ ไม่ใช่สำหรับคุณนะซิสเตอร์ คุณใจดีและมีความดีโดยธรรมชาติ แต่สำหรับผม . . "
 
“จอห์น เป็นเรื่องจริงที่ฉันได้รับพระหรรษทานมากกว่าเธอเพื่อช่วยให้ฉันมีความสุข แต่นั่นไม่ใช่เพราะฉันใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการขอสิ่งเหล่านั้น!” “บอกฉันซิว่า เธอรักพระเจ้าจริงๆหรือเปล่า?” “ไม่ครับ ซิสเตอร์ ผมเกรงว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น” “แล้วเธอเคยขอให้พระองค์ช่วยให้เธอรักพระองค์บ้างไหม?” "ไม่ครับ." "และทำไมไม่ล่ะ?"
 
ทันใดนั้นซิสเตอร์แคทเธอรีนเริ่มพูดอย่างเป็นธรรมชาติและมั่นใจเกี่ยวกับความปรารถนาของพระเจ้าที่จะได้รับความรัก แม้จะโดยวิญญาณที่บาปและท้อแท้ที่สุด จนจอห์นรู้สึกประทับใจทั้งๆที่คิดไปเองว่า ผู้คนถูกกำหนดให้มีความสุข,แม้ในโลกนี้, วิธีเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายนี้คือรักพระเจ้าและพูดว่า "ตกลง" กับสิ่งที่พระองค์ต้องการ ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์ ไม่บ่น และให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน มากไปกว่านั้น.
 
ความโศกเศร้าและความไม่พอใจนั้นมีอยู่ในโลกส่วนใหญ่เป็นเพราะคนไม่พร้อมที่จะมีความสุข พวกเขาไม่เคยพยายามที่จะรู้จักพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะรักและรับใช้พระองค์อย่างเหมาะสม แต่พวกเขากลับพยายามที่จะรู้จักและรักสิ่งอื่นๆแทน แต่เขาต้องผิดหวังเพราะได้รับแต่ความว่างเปล่า
 
ทุกคนไม่ว่าจะยากจนหรือทำบาปมากเพียงใดก็ตามสามารถเตรียมพร้อมสำหรับความสุขที่แท้จริงและสันติในจิตใจ ด้วยการสวดภาวนาที่ร้อนรนและต่อเนื่องเพื่อจะได้รู้จักและรักพระเจ้า เพื่อที่คนๆหนึ่งจะได้รับใช้พระองค์อย่างเหมาะสม คำภาวนาที่ดีจะได้รับคำตอบเสมอ ครั้นแล้ว มีผู้หนึ่งมาถึง ณ ธรณีประตูแห่งความยินดี
 
“จอห์น หากเธอต้องการเรียนรู้วิธีรักพระเจ้าอย่างมาก และมีความสุขในการรับใช้พระองค์ ทำไมไม่ขอให้แม่พระช่วยเธอล่ะ ทำไมไม่สวมเหรียญเล็กๆนี้ไว้ที่คอของเธอล่ะ” “ต-แต่ . . . ” “ฉันสัญญากับเธออย่างหนึ่ง หากเธอสวมเหรียญแม่พระและสวดภาวนาเล็กๆ น้อยๆ ทุกวันว่า ข้าแต่พระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล โปรดภาวนาเพื่อเราผู้เดินตามพระแม่, แล้วสิ่งอัศจรรย์จะเกิดขึ้น"
 
จอห์นยิ้ม,อย่างเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ผมยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพระเจ้าจะทรงห่วงใยผมมากขนาดนี้นะครับซิสเตอร์---ไม่ว่าผมจะมีความสุขหรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อให้ซิสเตอร์พอใจ---เพราะซิสเตอร์ดีต่อผม---ดีกว่าใครๆรอบๆบริเวณนี้ . . . "
 
“เธอจะสวมเหรียญหรือ?” "ใช่ครับ." “แล้วสวดภาวนาด้วยมั้ย?” "เอ่อ . . . " "ได้โปรดจอห์น! นั่นสำคัญมากนะ!" “ตกลง, ผมจะสวดภาวนาด้วย” "สวดทุกวัน?" "ทุกวันครับ"
 
ที่มา: The Miraculous Medal
 
************************
 

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567

ความมืดระหว่างการประจักษ์ที่กีเบโฮ

 
พระรูปแม่พระแห่งกีเบโฮ 


เมื่อพระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน,บังเกิดความมืดไปทั่วแผ่นดิน นี่เป็นสัญญาณหนึ่งบ่งบอกถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์
 
“ตั้งแต่เวลาเที่ยง ทั่วแผ่นดินก็มืดจนถึงเวลาบ่ายสามโมง” มัทธิว 27:45
 
บังเกิดความมืดเป็นเวลานานถึงสามชั่วโมง เป็นเวลาที่น่าแปลกประหลาดและน่าตกใจ
 
บริเวณสถานที่ประจักษ์ในกีเบโฮ ประเทศราวันดา (ซึ่งได้รับการรับรองจากพระศาสนจักร) ก็บังเกิดความมืดเหนือธรรมชาติที่คล้ายกันในช่วงทศวรรษ 1980 นอกจากนี้ก็ยังมีอัศจรรย์แห่งดวงอาทิตย์ซึ่งมีคนหลายพันคนได้เห็นด้วย พยานยังกล่าวว่า มีหลายครั้งที่ท้องฟ้าสว่างครึ่งหนึ่งและมืดครึ่งหนึ่งระหว่างการประจักษ์
 
บางครั้งมันก็มืดมิดไปหมด
 
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1982 อักเนส คามากาจู(Agnes Kamagaju) หนึ่งในผู้เห็นแม่พระเจ็ดคนที่กีเบโฮ กล่าวว่าเธอได้รับสาส์นจากพระเยซูเตือนว่าพวกเขาไม่ควรแสวงหา “หมายสำคัญมากเกินไป” เพราะหมายสำคัญที่พระองค์ทรงประทานให้นั้นอาจเป็นบางสิ่งที่น่าตกใจ
 
ทันใดหลังจากนั้น, ดวงดาวและดวงจันทร์ก็กระพริบและดับไปเหนือหมู่บ้านอัฟริกันที่ยากจนแห่งนี้ ทำให้ผู้คนนับพันที่อยู่ร่วมในการประจักษ์พากันเงียบสนิทในความมืดมิดและต่างพากันคลำหาคบไฟ
 
“อักเนสอ้อนวอนพระเยซูเจ้าทั้งน้ำตาขอให้ดวงจันทร์กลับคืนมา และพระเยซูก็ไม่ทรงพอพระทัย” อิมมาคูเล อิลิบาจิซา(Immaculée Ilibagiza) ผู้เขียนในหนังสือ, ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามให้อักเนสในระหว่างที่เราเดินทางไปที่นั่นและเธอได้เขียนหนังสือที่น่าสนใจชื่อ Our Lady of Kibeho ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของเธอดังนี้
 
“ดวงดาวทั้งหมดหายไปเวลา 20.00 น. และพระเยซูทรงบอกให้ผู้คนจุดตะเกียงทางโลกของพวกเขา แต่คนที่อยู่ที่นั่นบอกว่าพวกเขาออกจากที่นั่นประมาณ 23.30 น. พวกเขายังคงสงสัยว่าพวกเขาจะกลับไปและหาทางออกได้อย่างไร เพราะมันมืดทึบจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น”
 
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยากมากที่จะเชื่อ ตามที่ระบุไว้ ปรากฏการณ์ท้องฟ้าและดวงอาทิตย์มีผู้เห็นเป็นพยานนับพันคน
 
ความมืดเป็นและถูกมองว่าเป็นหมายสำคัญมาโดยตลอด บางคนเชื่อว่าอาจมีสุริยคราสเต็มดวงในสมัยของโยนาห์
 
ในยุคของเราเอง สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเกิดสุริยคราสในวันที่ 8 เมษายน ปีนี้ ซึ่งเป็นวันที่จะเป็นวันเฉลิมฉลองแม่พระทรงรับสาร(Annunication) “ความมืด”จะเกิดในรัศมี 100 ไมล์ จากเท็กซัสไปจนถึงมิดเวสต์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงจุดสูงสุดที่น้ำตกไนแอการา ซึ่งดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์เป็นเวลานานพอสมควร ไม่ใช่แค่ชั่วครู่ชั่วครู่เท่านั้น แต่เป็นเวลาสี่นาที สิ่งนี้ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งในเหตุการณ์นี้ เพราะในเส้นทางนั้นมีเมืองอย่างน้อยสองเมืองชื่อ "นีนะเวห์" และอีกครึ่งโหลอยู่ในเส้นทางแห่งความมืดมิดบางส่วน
 
นีนะเวห์เป็นเมืองที่โยนาห์ได้เตือนประชาชนถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นและพระเยซูทรงอ้างอิงถึงเหตุการณ์นั้นในมัทธิว 12: 38-41 ว่า “ชาวพวกฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนทูลพระเยซูเจ้าว่า 'พระอาจารย์ พวกเราต้องการเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ประการหนึ่งจากท่าน' พระองค์ทรงตอบว่า 'คนชั่วร้ายและไม่ซื่อสัตย์ ต้องการเห็นเครื่องหมายรึ จะไม่มีเครื่องหมายใดให้เห็น เว้นแต่เครื่องหมายของประกาศกโยนาห์เท่านั้น โยนาห์อยู่ในท้องปลาสามวันสามคืนฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น ในวันพิพากษาชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นและกล่าวโทษคนยุคนี้ เพราะชาวนีนะเวห์กลับใจ เมื่อได้ฟังคำเทศน์ของโยนาห์ แต่ที่นี่ มีผู้ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์อีก' ”
 
ในลูกา 23:44 ก็กล่าวไว้เช่นกัน “ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน ทั่วแผ่นดินมืดไปจนถึงเวลาบ่ายสามโมง เพราะดวงอาทิตย์มืดลง ม่านในพระวิหารฉีกขาดตรงกลาง”
 
[ที่มา: จากหนังสือของ Immaculee’s excellent book, Our Lady of Kibeho, highly recommended]:
 

************************
 

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567

การประจักษ์ที่กีเบโฮ - ราวันดา

 


พระเยซูตรัสกับเด็กที่เห็นว่า: “เมื่อลูกเห็นสงครามศาสนาปะทุขึ้น จงรู้ไว้เถิดว่าเรากำลังมาแล้ว”
 
แม่พระตรัส“เหลือเวลาไม่มากในการเตรียมตัวสำหรับการพิพากษาครั้งสุดท้าย เราต้องเปลี่ยนชีวิตของเรา ละทิ้งบาป สวดภาวนาและเตรียมพร้อมสำหรับความตายของเราและการสิ้นสุดของโลก เราต้องเตรียมตัวในขณะที่ยังมีเวลา ผู้ทำความดีจะได้ไปสวรรค์ หากพวกเขาทำความชั่ว พวกเขาจะสาปแช่งตัวเองและไม่มีความหวังที่จะอุทธรณ์ได้ อย่าปล่อยเวลาเสียเปล่าที่จะทำความดีและสวดภาวนา มีเวลาไม่มากแล้วและพระเยซูจะเสด็จมา”
 
“มีคนมากมายที่ปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างไม่ซื่อสัตย์ โลกเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ลูกจะรู้ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของเราอยู่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อใดที่ลูกเห็นสงครามศาสนาปะทุขึ้น จงรู้เถิดว่าเรากำลังจะมาแล้ว” พระเยซูตรัสกับเด็กผู้เห็น
 
กีเบโฮ-ราวันดา 
ในปี 2003 พระศาสนจักรรับรองการประจักษ์ของแม่พระอย่างเป็นทางการซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1981 ถึง 1983 ในเมืองกีเบโฮในสังฆมณฑลกิกองโกโรทางตะวันตกเฉียงใต้ของราวันดา
 
การประจักษ์ที่กีเบโฮเป็นที่รู้จักกันดีจากคำทำนายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1991
 
พระแม่มารีย์เสด็จมาในฐานะ “พระมารดาแห่งพระวจนาตถ์” พระนางตรัสในปี 1981 “ถ้าโลกไม่กลับมาหาพระเจ้า,ก็จะมีแม่น้ำเลือด” น่าเศร้าที่คำทำนายนี้เกิดขึ้นจริงและมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000,000 คนภายในสามเดือน โศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองนี้แสดงถึงการสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนี้
 
สาส์นจากพระแม่มารีย์ 
“เมื่อแม่แสดงตัวเองให้ใครสักคนเห็นและพูดคุยกับพวกเขา แม่กำลังพูดกับโลกทั้งโลก ถ้าเวลานี้แม่กำลังพูดกับสังฆมณฑลแห่งกีเบโฮ ไม่ได้หมายความว่าแม่เป็นห่วงแค่กีเบโฮหรือสังฆมณฑลบูตาเร หรือราวันดา หรือทั่วทั้งอัฟริกาเท่านั้น แม่กังวลและกำลังพูดกับโลกทั้งโลก” พระมารดาแห่งพระวจนาตถ์ตรัส
 
ต่อไปนี้เป็นวีดีโอที่ไม่ค่อยพบเห็น วีดีโอนำเสนอช่วง 10 นาทีแรกของสารคดีเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์คาทอลิกเรื่อง “Kibeho
 
ในวีดีโอนี้ คนสามคน ได้แก่ นาตาลี มูคามาซิมปากะ, อัลฟองซีน มูมูเรเก, และแคลร์ มูคังกังโก ได้รับสาส์นจากแม่พระ ในระหว่างการสังหารหมู่ในปี 1994 มีชาวทุตซี 20,000 คนถูกสังหารในหีเบโฮ และประชากรของกีเบโฮลดลงจาก 58,000 คน เหลือน้อยกว่า 20,000 คน เปอร์เซ็นต์ชาวคาทอลิกของ Kibeho ก็ลดลงจาก 83% เป็น 49% เช่นกัน
 

Production Date: 2007 
Executive Producer: Mark Riedemann 
Director: Agnieszka Dzieduszycka 
นำมาจาก The Miracle Hunter
 
ราวันดาประกอบด้วยชนสองเผ่าใหญ่ คือ ฮูตูและทุตซี่ พวกเขาขัดแย้งกันมานานหลายปี การลุกฮือระหว่างสองชนเผ่าในปี 1990 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 900,000 รายก่อนที่เหตุการณ์จะสิ้นสุดลง
 
ราวันดามีประชากรประมาณ 65% ที่เป็นคาทอลิกในปี 1981 นี่คือตอนที่พระนางมารีย์พรหมจารีย์เริ่มการประจักษ์ในประเทศราวันดาพร้อมคำเตือนให้โลกรู้ การประจักษ์มีเด็กหญิงหกคนและเด็กชายหนึ่งคน ชื่อของพวกเขามีดังนี้: Alphonsine Mumureke, Anathalie Mukamazimpaka, Stephanie Mukamurenzi, Marie-Claire Mukangango, Agnes Kamagaju, Vestine Salina และ Emmanuel Segastasha (หมายเหตุ – พระศาสนจักรรับรองการประจักษ์เฉพาะกับสามคนแรก แต่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับสามคนที่เหลือ)
 
การประจักษ์ครั้งแรกเกิดขึ้นกับอัลฟองซีน มูมูเรเก อายุ 16 ปี ที่โรงเรียนกีเบโฮคอล์เลจ แม่พระประจักษ์มาในลักษณะหญิงสาวที่งดงาม,อายุประมาณยี่สิบห้าปีและสวมชุดสีขาวผ้าคลุมหน้าสีขาว อัลฟองซีนคุกเข่าลงถามแม่พระว่า “ท่านเป็นใคร” “เราเป็นพระมารดาแห่งพระวจนาตถ์”
 
พระแม่มารีถามอัลฟองซีนว่า 
“ในบรรดาคณะนักบวชทั้งหมด,ลูกชอบคณะใด?” 
อัลฟองซีนตอบว่า “ลูกรักพระเจ้าและพระมารดาของพระองค์ผู้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงช่วยเราให้รอด” (หมายเหตุ - เวลานี้อัลฟองซีนเป็นซิสเตอร์คณะคาร์เมลไลท์)
 
พระนางพรหมจารีย์ตอบว่า: “นั่นเป็นความจริง แม่มาเพื่อให้ลูกมั่นใจในเรื่องนี้ แม่ได้ยินคำภาวนาของลูก แม่อยากให้เพื่อนของลูกมีความเชื่อมากขึ้นเพราะบางคนมีความเชื่อไม่มากพอ”
 
การประจักษ์ของอัลฟองซีนดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ในระหว่างการประจักษ์ของเธอ บางครั้งอัลฟองซีนก็ร้องไห้และบางครั้งก็หัวเราะ เมื่อการประจักษ์จบลง อัลฟองซีนก็จะหมดเรี่ยวแรง ตลอดการประจักษ์,แม่พระทรงขอให้อัลฟองซีนและคนอื่นๆเตรียมโลกให้พร้อมรับการกลับมาของพระบุตร ในสาส์นของแม่พระ,พระนางทรงขอให้ทุกคนสวดภาวนา, พลีกรรมอดอาหาร, และกลับใจ พระนางทรงบอกเราว่าเราทุกคนควรเตรียมพร้อมสำหรับความตายและการสิ้นสุดของโลก เด็กแต่ละคนได้รับสาส์นคำทำนายเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและพระนางทรงมอบสาส์นแก่พวกเขาเพื่อส่งไปทั่วโลก การประจักษ์ครั้งหนึ่งน่ากลัวมาก อัลฟองซีนคุกเข่าลงเจ็ดครั้งและขอร้องพระแม่มารีย์ทั้งน้ำตาว่า “ในวันที่พระแม่จะมาเรียกบรรดาลูกของพระแม่ โปรดเมตตาพวกเราด้วย!”
 
ในเดือนมีนาคม ปี 1983 พระแม่มารีย์ประจักษ์ต่อมารี-แคลร์และบอกเธอว่าสาส์นของเธอมีไว้สำหรับทุกคน:
 
“เมื่อแม่แสดงตัวเองให้ใครสักคนเห็นและพูดคุยกับพวกเขา แม่กำลังพูดกับโลกทั้งโลก ถ้าเวลานี้แม่กำลังพูดกับตำบลกีเบโฮ ไม่ได้หมายความว่าแม่เป็นห่วงแค่แเบโฮหรือสังฆมณฑลบูตาเร หรือรวันดา หรือทั่วทั้งแอฟริกาเท่านั้น แม่กังวลและกำลังพูดกับโลกทั้งโลก”
 
พระแม่มารีย์ทรงประจักษ์แก่สเตฟานี มูคามูเรนซีด้วยและตรัสกับเธอว่า:
 
“เราต้องกลับใจ เราต้องสวดภาวนาและเป็นทุกข์กลับใจ ซาตานพยายามทำลายเรา พระเจ้าต้องการคำภาวนาของเราจากใจ”
 
“เราต้องถ่อมตนและพร้อมเสมอ ให้เราเรียนรู้ที่จะสวดภาวนาจากใจ”
 
ในเดือนมิถุนายนของปีเดียวกันนั้น พระแม่มารีย์ทรงประจักษ์แก่อักเนส คามากาจู และเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับวิธีที่ผู้หญิงใช้ร่างกายของพวกเขา (อัฟริกามีโรคเอดส์แพร่ระบาด):
 
“พวกเขา [เด็กสาว] ไม่ควรใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือแห่งความสุข พวกเขาใช้ทุกวิถีทางเพื่อรักและได้รับความรัก และพวกเขาลืมไปว่าความรักที่แท้จริงนั้นมาจากพระเจ้า แทนที่จะรับใช้พระเจ้า พวกเขากลับรับใช้เงิน พวกเขาต้องทำให้ร่างกายของตนเป็นเครื่องมือที่มุ่งถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และไม่ใช่วัตถุแห่งความเพลิดเพลินในการรับใช้ผู้ชาย พวกเขาควรสวดภาวนาต่อพระนางมารีย์เพื่อให้พระนางทรงแสดงหนทางที่ถูกต้องในการไปหาพระเจ้า”
 
“แม่มาเพื่อเตรียมทางให้องค์พระบุตรของแม่เพื่อความดีของพวกลูก แต่ลูกไม่ต้องการจะเข้าใจ เวลาที่เหลืออยู่นั้นสั้นและลูกก็ไม่สนใจ ลูกถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งของในโลกนี้ที่กำลังจะผ่านพ้นไป…..อย่าลืมว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจมากกว่าสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดในโลก จงบอกเยาวชนว่าอย่าทำลายอนาคตด้วยวิถีชีวิตที่ผิด ซึ่งอาจส่งผลหนักต่ออนาคตของพวกเขา อย่าสูญเสียสวรรค์ให้กับโลก คนที่ฉลาดได้เรียนรู้เพื่อช่วยให้ผู้อื่นเข้าถึงความจริงซึ่งก็คือพระเจ้า การยอมรับว่าไม่มีพระเจ้าคือการดูถูกและเยาะเย้ยพระเจ้า….”
 
สาส์นอื่นๆของพระแม่มารีย์ประกอบด้วย:
 
“[แสวงหา] การละทิ้งวัตถุสิ่งของของโลกนี้และค้นหาความดีที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเตรียมไว้”
 
“การเดินไปสู่สวรรค์ต้องผ่านถนนแคบๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะผ่าน ถนนสู่ซาตานนั้นกว้างใหญ่ ลูกจะไปได้อย่างรวดเร็ว,ลูกจะวิ่งเพราะไม่มีอุปสรรค”
 
“มีเวลาเหลือไม่มากแล้วในการเตรียมตัวสำหรับการพิพากษาครั้งสุดท้าย เราต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา จงละทิ้งบาป, สวดภาวนาและเตรียมพร้อมสำหรับความตายของเราและการสิ้นสุดของโลก เราต้องเตรียมตัวในขณะที่ยังมีเวลา ผู้ทำความดีจะได้ไปสวรรค์ หากพวกเขาทำความชั่ว พวกเขาจะสาปแช่งตัวเองโดยไม่มีความหวังที่จะอุทธรณ์ อย่าปล่อยให้เวลาสูญเปล่าในการทำความดีและสวดภาวนา มีเวลาไม่มากแล้วและพระเยซูจะเสด็จมา”
 
พระเยซูยังทรงประจักษ์ในราวันดาด้วย ทรงประจักษ์ต่อเอ็มมานูเอล เซกาสตาชา(Emmanuel Segastasha) ในลักษณะชายผิวดำที่ส่องสว่างสดใส พระองค์ทรงสวมเสื้อผ้าอัฟริกันและปกคลุมไปด้วยแสงสว่าง เด็กชายอายุสิบห้าปีกำลังกลับจากโรงเรียนเมื่อเขาได้ยินเสียงภายในจิตใจซึ่งถามเขาว่า:
 
“ลูกเอ๋ย ถ้าลูกได้รับภารกิจ, ลูกจะยอมรับทำให้สำเร็จได้หรือไม่?”
 
เอ็มมานูเอลตอบในใจว่า “ได้ครับ” พระเยซูทรงบอกเด็กชายว่าเราต้องหยุดทำบาปและหันกลับมาหาศีลศักดิ์สิทธิ์, โดยเฉพาะการสำนึกผิดกลับใจ “บ่อยครั้งที่เราพูดว่าเราอ่อนแอ, แต่พระเจ้าทรงประทานศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีแก่เรา”
 
“เราไม่ใช่คนผิวดำหรือคนผิวขาว เราเป็นพระเจ้าเท่านั้น”
 
“คนจำนวนมากปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างไม่ซื่อสัตย์ โลกเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ลูกจะรู้ว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของเราอยู่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อใดที่ลูกเห็นสงครามศาสนาปะทุขึ้น จงรู้เถิดว่าเรากำลังจะมาแล้ว”
 
“มีเวลาไม่มากนักในการเตรียมตัวสำหรับการพิพากษาครั้งสุดท้าย”
 
************************
 

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

การดูหมิ่นความไร้สาระทั้งหลายของโลก

 


จำลองแบบพระคริสต์
 
“ผู้ที่ติดตามเราจะไม่เดินในความมืด” พระเยซูเจ้าตรัส, ยอห์น 8:12. โดยพระวาจาเหล่านี้ของพระคริสต์ เราได้รับคำแนะนำให้เลียนแบบพระชนม์ชีพและกิจการของพระองค์ ถ้าเราปรารถนาที่จะได้รับความเข้าใจอย่างแท้จริงและรอดพ้นจากจิตใจที่มืดบอดทั้งมวล
 
เพราะฉะนั้น,ความพยายามหลักของเราคือต้องศึกษาพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ คำสอนของพระคริสต์นั้นประเสริฐกว่าคำแนะนำทั้งหมดของบรรดานักบุญ และผู้ที่มีพระจิตของพระองค์จะพบมานาที่ซ่อนอยู่ในนั้น
 
มีหลายคนที่ได้ยินพระวรสารบ่อยๆแต่ใส่ใจพระวาจานั้นเพียงเล็กน้อย เพราะพวกเขาไม่มีพระจิตของพระคริสต์ แต่ใครก็ตามที่ปรารถนาจะเข้าใจพระวาจาของพระคริสต์อย่างถ่องแท้ต้องพยายามจัดรูปแบบชีวิตทั้งหมดของเขาตามชีวิตของพระคริสตเยซู
 
จะมีประโยชน์อะไรที่จะเทศน์สอนอย่างเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพ, ถ้าหากขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน, อันทำให้ท่านไม่เป็นที่พอพระทัยของพระตรีเอกภาพ? แท้จริงแล้วหาใช่ความรอบรู้ที่ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้ศักดิ์สิทิธิ์และชอบธรรม, แต่ชีวิตที่มีคุณธรรมต่างหากที่ทำให้เขาเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า
 
ข้าพเจ้าอยากมีความทุกข์ถึงบาปอย่างสมบูรณ์มากกว่าอยากรู้ถึงคำนิยามของมัน จะเป็นประโยชน์อะไรถ้าเรารู้พระคัมภีร์ทั้งเล่มจนขึ้นใจและรู้หลักการของปรัชญาทั้งหมด,ถ้าหากเราดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระหรรษทานและความรักของพระเจ้า?
 
ไร้สาระแห่งความไร้สาระและทุกสิ่งล้วนไร้สาระ, ยกเว้นแต่ความรักพระเจ้าและรับใช้พระองค์เพียงผู้เดียว นี่คือปรีชาญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด - การแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ด้วยการดูหมิ่นโลก เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องไร้สาระที่จะแสวงหาและวางใจในความมั่งคั่งที่นำไปสู่ความพินาศได้ เป็นความไร้สาระเช่นกัน,การแสวงหาเกียรติยศและการพองตัวด้วยความเย่อหยิ่ง เป็นความไร้สาระในการทำตามราคะตัณหาของร่างกายแล้วต้องได้รับการลงโทษอย่างสาหัสในภายหลัง เป็นความไร้สาระ, การปรารถนาให้มีอายุยืนยาวและไม่สนใจที่จะใช้เวลาอย่างเหมาะสม เป็นเรื่องไร้สาระ,ที่จะกังวลกับปัจจุบันเท่านั้นและไม่พิจารณาถึงสิ่งที่จะมาถึง เป็นการไร้สาระที่จะรักสิ่งที่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วและไม่มองดูความยินดีชั่วนิรันดร์ซึ่งดำรงอยู่ในชีวิตหน้า
 
จงระลึกถึงสุภาษิตนี้บ่อยๆ “ตาไม่เพียงพอกับสิ่งที่เห็น และหูไม่อิ่มหนำกับสิ่งที่ได้ยิน” พยายามให้มากขึ้นในการหันเหหัวใจของท่านจากความรักในสิ่งที่มองเห็นและนำตัวเองไปสู่สิ่งที่มองไม่เห็นเถิด เพราะผู้ที่ทำตามราคะตัณหาชั่วของตนย่อมทำให้มโนธรรมของตนหม่นหมองและสูญเสียพระหรรษทานของพระเจ้า
 
************************