วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

สมโภชพระตรีเอกภาพ

 


วันฉลองพระจิตเจ้า(Pentecost)เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เท่ากับเป็นวันสิ้นสุดของเทศกาลปัสกา 
 
ในวันจันทร์ เราเริ่มต้นเทศกาลธรรมดา นั่นคือช่วงเวลาที่พระสงฆ์สวมชุดสีเขียว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราได้รับเรียกให้ดำเนินชีวิตตามพระวรสารในชีวิตประจำวัน เป็นสักขีพยานถึงความชื่นชมยินดีในการเป็นสาวกของพระเยซูที่ถูกตรึงที่กางเขนและทรงกลับฟื้นคืนพระชนม์ . หากเราหยุดและมองย้อนกลับไปครู่หนึ่ง เราก็จะสามารถเห็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ จากระเบียงในสวรรค์ พระผู้เป็นเจ้าพระบิดาทรงทราบว่ามนุษยชาติ,หลังจากบาปของอาดัมและเอวา, ได้ดำเนินชีวิตที่หลงทางและไม่สามารถหาทางกลับไปสวรรค์ได้ จึงทรงส่งประกาศกหลายคนมาช่วยพวกเขาให้พบหนทางนั้น แต่มนุษยชาติไม่เพียงแต่ละเลยที่จะเอาใจใส่พวกเขาเท่านั้น แต่ยังฆ่าบรรดาประกาศกของพระเจ้าด้วย (ดู มธ. 23:29.)
 
ในที่สุด,พระบิดา,ด้วยพระทัยเมตตากรุณา,ก็ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์: “และพระวจนาตถ์ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ และสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเรา” (ยอห์น 1:14) พระเยซู,พระบุตรของพระเจ้า,ทรงรับทุกสิ่งเกี่ยวกับสภาพมนุษย์ของเรายกเว้นบาป เพื่อช่วยให้เราระลึกว่าพระเจ้าทรงสร้างเรา ,เราเป็นลูกของพระองค์ และพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา พระองค์ทรงสอนเราด้วยความจริงผ่านพระวาจาและแบบฉบัลพระชนม์ชีพ เพื่อสอนให้เรารู้วิธีที่จะกลับไปหาพระบิดาผู้ทรงเป็นชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นพระเยซูจึงทรงแสดงพระพักตร์ของพระบิดาให้เราเห็น: “ใครก็ตามที่เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา” (ยน. 14:9) พระองค์ทรงเตือนเราว่าทางไปสวรรค์เปิดสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องกลัว และเราไม่จำเป็นต้องละอายเพราะพระเจ้าพระบิดาทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเมตตา พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนด้วยความเชื่อฟังพระบิดาเพื่อความรอดของเรา ในวันที่สามพระองค์ทรงกลับเป็นขึ้นมา ทรงเอาชนะบาปและความตาย จึงเป็นการเปิดทางให้กลับไปหาพระเจ้า,พระบิดาของเรา (นี่คือสิ่งที่เราเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์อีสเตอร์)
 
เราสามารถดำเนินชีวิตตามพระวาจาได้อย่างมั่นใจ เพราะพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ประทานพระจิตเจ้าลงมาในวันเพ็นเทคอสต์ เป็นของขวัญชิ้นแรกที่พระเยซูทรงมอบให้แก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตอย่าง ลูกของพระเจ้า นี่คือวิธีที่เราจะเข้าใจว่าทำไมพิธีกรรมจึงเชื้อเชิญเราให้เราเฉลิมฉลองสมโภชพระตรีเอกภาพ พระบิดา พระบุตร และพระจิต พิธีเฉลิมฉลองนี้เป็นการนำเราไปสู่เป้าหมายของการเดินทางบนโลกนี้ของเรา
 
พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระตรีเอกภาพ, มิได้ทรงอยู่ห่างไกลอย่างที่เราคิด แต่ทรงอยู่ใกล้มากจนพระองค์ยอมกลายเป็นขนมปังสำหรับเรา Corpus Christi (สมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า,ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์หน้า) ขนมปังนี้เป็นขนมปังของเหล่าทูตสวรรค์ บำรุงเลี้ยงจิตใจของเราในการเดินทางสู่สวรรค์ ของขวัญชิ้นนี้เผยให้เห็นพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ซึ่งจะเฉลิมฉลองวันศุกร์ตามหลังสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า(Corpus Christi) ดังนั้นจึงเรียกในช่วงเวลานี้ว่า "สี่อาทิตย์ สี่สมโภช" (สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์,สมโภชพระจิตเจ้า,สมโภชพระตรีเอกภาพ,และสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า)
 
คำสอนผิดพลาดของลัทธิอาเรียน, ซึ่งโต้แย้งความเป็นพระเจ้าของพระเยซูและความผูกพันของพระองค์กับพระตรีเอกภาพ, ถูกประณามโดยสังคายนานีเซียในปี 325 และสังคายนาคอนสแตนติโนเปิลในปี 381 สังคายนาทั้งสองนี้ได้ประกาศถึงหลักคำสอนเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพทั้งผ่านการเทศนาและความศรัทธา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 มีบทพิธีกรรมซึ่งอ้างอิงถึงหลักคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพ มีการตัดสินใจในปี 800 ให้มีพิธีมิสซาฉลองพระตรีเอกภาพ โดยให้เฉลิมฉลองในวันอาทิตย์ใดก็ได้ แต่การตัดสินใจนี้ถูกคัดค้านเพราะพระตรีเอกภาพได้รับการถวายเกียรติอยู่แล้วทุกวันอาทิตย์ ในท้ายที่สุด พระสันตปาปายอห์นที่ 22 จึงได้ทรงกำหนดให้มีการสมโภชพระตรีเอกภาพทั่วพระศาสนจักรสากลในปี 1334

 
คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกกล่าวว่า “พระตรีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว เราไม่ได้กล่าวว่ามีพระเจ้าสามองค์ แต่เป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวในสามพระบุคคล: … พระบุคคลศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้แบ่งปันความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่กันและกัน แต่แต่ละพระบุคคลเป็นพระเจ้า อย่างครบถ้วนสมบูรณ์” (253)
 
พระคัมภีร์ยังนำเสนอภาพพระตรีเอกภาพด้วย บางคนที่อ่านแล้วแต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวกับพระตรีเอกภาพในข้อความเหล่านี้ ข้อที่ยกมาในที่นี้ไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ถึงพระตรีเอกภาพ แต่เป็นเพียงเบาะแสช่วยให้เรารู้เท่านั้น
 
1. แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพวกเรา …” (ปฐมกาล 1:26) พระเจ้าตรัสถึงพระองค์เองเป็นพหูพจน์โดยใช้คำว่า “พวกเรา” ในตอนต้นของปฐมกาล มีคำใบ้อยู่แล้วว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ลำพัง แต่ทรงอยู่ในการมีส่วนร่วมของพระบุคคล
 
2. ในพันธสัญญาเดิม คำทั่วไปที่ใช้เรียกพระเจ้าคือ Elohim (เอโลฮีม) เป็นที่น่าสนใจที่จะทราบว่าคำนี้อยู่ในรูปพหูพจน์ "Gods" แต่คำนี้มีความหมายเป็นเอกพจน์ (เหมือนกับคำว่า news, mathematics and acoustics ในภาษาอังกฤษ) ดังนั้นจึงน่าสนใจที่คำสำคัญคำหนึ่งสำหรับพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมนั้นเป็นพหูพจน์แต่เป็นเอกพจน์
 
3. “และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่ [อับราม] อับรามเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นชายสามคนยืนอยู่ข้างหน้าเขา … เขาวิ่งออกจากประตูกระโจมไปพบพวกเขา และก้มกราบลงกับพื้นและกล่าวว่า ‘พระเจ้าของข้าพเจ้า(My Lord) หากท่านโปรดปรานข้าพเจ้า โปรดอย่าผ่านผู้รับใช้ของพระองค์ไปเลย ข้าพเจ้าจะให้เขาเอาน้ำมาล้างเท้าท่าน เชิญท่านพักผ่อนใต้ต้นไม้นี้เถิด …’ พวกเขาจึงพูดว่า ‘จงทำตามที่ท่านพูดเถิด’” (ปฐมกาล 18:1-5) จากมุมมองทางไวยากรณ์,นี่เป็นข้อความที่ยากมากเพราะมันสลับไปมาระหว่างการอ้างอิงเอกพจน์และพหูพจน์ พระเจ้า Lord (เอกพจน์) ปรากฏต่ออับราม แต่อับรามมองเห็นชายสามคน บางคนอ้างว่าทั้งสามคนเป็นทูตสวรรค์สององค์กับพระเจ้า จากนั้นเมื่ออับรามพูดกับ “พวกเขา” เขาพูดว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า My Lord” (เอกพจน์) ไวยากรณ์ที่น่าสับสนยังคงดำเนินต่อไปเมื่ออับรามแนะนำว่าพระเจ้า Lord (เอกพจน์) "พวกท่าน yourselves" (พหูพจน์) จะได้พักผ่อนที่ใต้ต้นไม้ พหูพจน์หรือเอกพจน์ … มันคืออะไร? เป็นทั้งคู่. พระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว และพระเจ้าเป็นสามพระบุคคล
 
4. “พระเจ้าทรงประทับอยู่กับโมเสสที่นั่นและทรงประกาศพระนามของพระองค์, ' Lord พระเจ้า' ดังนั้นพระเจ้าทรงผ่านไปข้างหน้าโมเสสและทรงร้องว่า '‘เราเป็นพระยาห์เวห์,พระเจ้าผู้เมตตาและกรุณา…'” (อพยพ 34:5) เมื่อพระเจ้าทรงประกาศพระนามของพระองค์,พระองค์ประกาศพระนามสามครั้ง: “เราเป็นพระยาห์เวห์! … พระเจ้าผู้เมตตา,พระเจ้าผู้กรุณา” 
 
5. อิสยาห์ได้ยินทูตสวรรค์กล่าวว่า “ศักดิ์สิทธิ์,ศักดิ์สิทธิ์,ศักดิ์สิทธิ์,พระยาห์เวห์จอมจักรวาล” (อิยาห์ 6:1-3) ศักดิ์สิทธิ์,ศักดิ์สิทธิ์และศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง บางคนบอกว่านี่เป็นเพียงวิธีของชาวยิวที่จะพูดถึงสิ่งที่ “ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง”,แต่ในฐานะคริสตชน,นี่เป็นคำใบ้อีกประการหนึ่งถึงพระตรีเอกภาพ
 
6. มีการอ้างอิงถึงพระตรีเอกภาพในพระธรรมใหม่ พระเยซูตรัสว่า “เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) และเมื่อพระเยซูกำลังเสด็จสู่สวรรค์, พระองค์ตรัสกับอัครสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปใหัเขา เดชะพระนามพระบิดา,พระบุตรและพระจิต” (มัทธิว 28:19)
 
พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียว (name) และพระเจ้าทรงเป็นสามพระบุคคล (พระบิดา,พระบุตรและพระจิต)
 
************************
 

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2024 สมโภชพระจิตเจ้า

 
โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
มัทธิว 28:16-20 
16บรรดาศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนได้ไปยังแคว้นกาลิลี ถึงภูเขาที่พระเยซูเจ้าทรงกำหนดไว้ 17เมื่อเขาเห็นพระองค์ ก็กราบนมัสการ แต่บางคนยังสงสัยอยู่ 18พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า “พระเจ้าทรงมอบอำนาจอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา 19เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต 20จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน แล้วจงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ”
******************
 
 
 
วันนี้พระศาสนจักรร่วมใจกันฉลอง “ความเป็นจริง” ภายในชีวิตของพระเจ้า นั่นคือ “พระเจ้าหนึ่งเดียวทรงเป็นสามพระบุคคล คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ทั้งสามพระบุคคลนี้ต่างกัน และเท่ากัน” ซึ่งเราเรียกความเป็นจริงนี้ว่า “พระตรีเอกภาพ”
 
แม้คำพระตรีเอกภาพจะไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ แต่ข้อความในพระคัมภีร์มากมายก็นำมาสู่ข้อความเชื่อเรื่องพระตรีเอกภาพ อย่างเช่น ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ โมเสสบอกกับประชาชนว่า “จงรู้และจำใส่ใจว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า ทั้งในสวรรค์เบื้องบนและบนแผ่นดินเบื้องล่าง และไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก” นี่ก็ทำให้เรารู้แน่ว่ามีพระเจ้าแท้เพียงหนึ่งเดียว
 
ในบทอ่านที่สอง นักบุญเปาโลกล่าวถึงพระจิตเจ้าว่าทรงทำให้เราได้รับจิตของการเป็นบุตรบุญธรรม ทำให้เราร้องหาพระเจ้าว่า “อับบา” ซึ่งเป็นภาษาอราเมอิกแปลว่า “พ่อจ๋า”
 
และในพระวรสารวันนี้ เป็นพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเจ้าเอง ที่ทรงสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จสู่สวรรค์ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต”
 
จากสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์นี้เอง พระศาสนจักรตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจึงพัฒนาความคิดในพระคัมภีร์มาสู่ข้อความเชื่อเรื่องพระตรีเอกภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อความเชื่อที่เป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด และในเวลาเดียวกันก็เป็นหนึ่งในข้อความเชื่อที่น่ารักและน่าชื่นชมมากที่สุดเช่นกัน
 
ที่ว่าเป็นข้อความเชื่อที่ถกเถียงกันมากที่สุดก็เพราะคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพเป็นธรรมล้ำลึก ที่เรียกว่าธรรมล้ำลึกนั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่อง “ลี้ลับ” แต่หมายความว่าเป็น “ความเป็นจริง” ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ เป็นเรื่องที่เรารู้ได้ก็โดยอาศัยความเชื่อ และการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรารับรู้ได้และเข้าใจได้ อย่างเช่น ตาสองข้างของเรา แม้ตาซ้ายจะแตกต่างจากตาขวา แต่ตาทั้งสองข้างก็มองเห็นภาพเป็นภาพเดียว แบ่งแยกมิได้ อย่างนี้เป็นต้น
 
กระนั้นก็ตาม แม้เราจะไม่เข้าใจว่าสามพระบุคคลจะทรงเป็นพระเจ้าเดียวได้อย่างไรกัน แต่สิ่งที่เราเข้าใจได้และสำคัญกว่ามากก็คือ ทำไมพระเจ้าจึงทรงเปิดเผยธรรมชาติภายในชีวิตของพระองค์เองว่าทรงเป็น “พระตรีเอกภาพ” ให้แก่เรา ?
 
ดังที่เราทราบจากหนังสือปฐมกาลแล้วว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาตามฉายาของพระองค์ และให้เหมือนพระองค์ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงเปิดเผยพระธรรมชาติของพระองค์ให้เรามนุษย์ได้รับทราบ ก็เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตให้เหมือนพระองค์ ให้สมกับที่เป็นฉายาของพระองค์
 
จากคำสอนเรื่องพระตรีเอกภาพ เรารู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินชีวิตดังนี้
 
ประการแรก พระองค์ไม่ทรงดำเนินชีวิตโดดเดี่ยว แต่ทรงดำรงอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ รักกัน และแบ่งปันทุกสิ่งแก่กันและกัน เพราะฉะนั้นคริสตชนที่ต้องการดำเนินชีวิต “เป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของเรา ทรงความดีอย่างสมบูรณ์” (มธ 5:48) จะดำเนินชีวิตโดดเดี่ยว แยกจากผู้คน หรืออยู่กับผู้คนก็จริงแต่ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมาร์ทโฟน ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น อย่างนี้ไม่ได้
 
ต่อให้เป็นยุค 4.0 เราก็จำเป็นต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงร่วมกัน ไม่ใช่แยกไปอยู่ในโลกเสมือนจริง เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กันฉันมนุษย์ ไม่ใช่สัมพันธ์กันผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย
 
หรือว่ายุคนี้เราจะรักกัน แต่งงานกัน และสัมพันธ์กันผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย ต่างคนต่างก้มหน้าอยู่กับสมาร์ทโฟน มันพอและยอมรับได้หรือ ?
 
ประการที่สอง ทั้ง 3 พระบุคคลทรงรักกันอย่างสมบูรณ์ เราจึงได้แบบอย่างของความรักที่สมบูรณ์แบบว่าต้องประกอบด้วย 3 ฝ่าย
 
เหมือนครอบครัวที่สมบูรณ์แบบก็ต้องประกอบด้วยความรักจาก 3 ฝ่าย คือบิดา มารดา และบุตร
 
พี่ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตคริสตชนจะสมบูรณ์แบบได้ก็ต้องประกอบด้วยความรัก 3 ฝ่าย นั่นคือ ตัวเรา พระเจ้า และเพื่อนมนุษย์
 
หากเราบอกว่าเรารักพระเจ้าและมาวัดแก้บาปรับศีลทุกอาทิตย์ แต่เรามองคนอื่น แม้แต่ญาติพี่น้องของเราเอง เป็นเสมือนตัวปัญหา แล้วก็บ่นกระปอดกระแปดอยู่ตลอดเวลา แบบนี้ความรักของเราก็ไม่สมบูรณ์แบบ และเมื่อความรักของเราไม่สมบูรณ์แบบ ชีวิตคริสตชนของเราจะสมบูรณ์แบบไปได้อย่างไรกัน ?
 
เช่นเดียวกัน หากเรารักแต่คนรักของเรา รักแต่ครอบครัวของเรา แต่ไม่รักพระเจ้า ชีวิตคริสตชนของเราก็ไม่มีทางที่จะสมบูรณ์แบบไปได้เลย
 
พี่น้องครับ นี่แหละครับที่ทำให้ธรรมล้ำลึกเรื่องพระตรีเอกภาพนั้น เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี น่ารัก เพราะชีวิตในพระตรีเอกภาพนั้นมีแต่ความรัก และทั้งสามพระบุคคลสอนให้เรารู้ว่าความรักที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องควบรวมทั้ง 3 ฝ่ายเข้าด้วยกัน ชนิดแยกออกจากกันไม่ได้
 
เพราะฉะนั้นพี่น้องครับ โอกาสที่เรากลับมาสู่เทศกาลธรรมดาซึ่งจะยาวไปจนถึงสิ้นปีพิธีกรรม แต่ชีวิตของเรานั้นจะต้องไม่ธรรมดา ขอให้เราทุกคนจงสู้และเลียนแบบอย่างความรักและความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระตรีเอกภาพ จงก้าวหน้าต่อไปในความศักดิ์สิทธิ์ อย่าได้ท้อถอย พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราทุกวันตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ
 
***************************


นักบุญเทเรซากับการสวดภาวนา

 
⚜ ความศรัทธาต่อพระพักตร์พระเยซูเจ้า 


นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลาบ่นว่าเธอมีปัญหาในการสวดภาวนา,เพราะเธอไม่มีจินตนาการมากนัก ดังนั้นเธอจึงพบว่าการมีพระรูปพระเยซูคริสต์ไว้ดูขณะสวดภาวนาก็มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปพระเยซูในพระมหาทรมานของพระองค์ จากประสบการณ์,นักบุญเทเรซาได้รับพระหรรษทานมากมายจากการสวดภาวนาดังนี้:
 
มองดูพระองค์
 
หากเราทำได้ เราก็ควรมองดูพระองค์,ผู้ที่มองเราอยู่เสมอ ให้พระองค์เป็นเพื่อนกับเรา, พูดคุยกับพระองค์,สวดภาวนาถึงพระองค์, ถ่อมตนลงต่อหน้าพระองค์, ให้เรามีความสุขในพระองค์, พูดคุยกับพระองค์เหมือนกับพระองค์ทรงเป็นบิดา, พี่ชาย, เจ้านาย, และเจ้าบ่าว ... และบางครั้งในวีธีของเราเองและบางครั้งก็ในวิธีอื่น พระองค์จะทรงสอนเราในสิ่งที่เราต้องทำเพื่อทำให้พระองค์พอพระทัย... จำไว้ว่าการเข้าใจความจริงนี้สำคัญเพียงใดสำหรับเรา นั่นคือพระเจ้าทรงอยู่ภายในเรา และเราควรอยู่กับพระองค์เสมอ”
 
พระคริสต์ทรงช่วยเกรา
 
“ใครก็ตามที่อยู่ต่อหน้าเพื่อนที่ดีและผู้ทรงเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมเฉกเช่นพระเยซูคริสต์,สามารถยืนหยัดได้ในทุกสิ่ง พระคริสต์ทรงช่วยเหลือเราและทรงเสริมกำลังเราและไม่เคยล้มเหลว พระองค์ทรงเป็นเพื่อนแท้ และดิฉันเห็นชัดเจนว่าพระเยซูทรงปรารถนาให้เราทำให้พระองค์พอพระทัยและรับความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่จากพระองค์ สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นโดยผ่านความเป็นมนุษย์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระคริสต์ ผู้ซึ่งพระองค์พอพระทัยในพระองค์
 
ความลับอันยิ่งใหญ่
 
“หลายต่อหลายครั้งที่ฉันรับรู้สิ่งนี้ผ่านประสบการณ์ พระเจ้าทรงบอกเรื่องนี้กับฉัน ฉันเห็นชัดเจนว่าเราต้องเข้าไปทางประตูนี้หากปรารถนาให้พระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แสดงความลับอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ บุคคลไม่ควรปรารถนาหนทางอื่น แม้ว่าเขาจะอยู่ในจุดสูงสุดแห่งการเพ่งพินิจก็ตาม บนถนนสายนี้เขาเดินไปอย่างปลอดภัย พระเจ้าของเราองค์นี้เป็นผู้ที่ทรงประทานพระพรทั้งหมดมาให้เรา พระองค์จะทรงสอนสิ่งเหล่านี้แก่เรา เมื่อเรามองดูชีวิตของพระองค์,เราพบว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด”
 
พระองค์ไม่ทรงละทิ้งเราในเวลาทุกข์ยากของเรา
 
“ความสุขมีแก่ผู้ที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและอยู่ใกล้พระองค์เสมอ…เมื่อเราคิดถึงพระคริสต์บ่อยๆ เราก็ควรระลึกถึงความรักที่พระองค์ทรงประทานความโปรดปรานมากมายแก่เรา และสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าสำแดงแก่เรา,ทรงประทานคำมั่นสัญญาแห่งความรักของพระองค์แก่เราเช่นนี้เพราะความรักทำให้เกิดความรัก ขอให้เราพยายามรักษาสิ่งนี้ไว้ต่อหน้าต่อตาเราเสมอและปลุกตัวเองให้รู้จักความรัก เพราะหากว่าในบางครั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดปรานเราในการประทับความรักนี้ไว้ในใจของเรา ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา และเราจะทำงานของเราได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก เราจะปรารถนาอะไรอีกจากเพื่อนที่ดีที่อยู่เคียงข้างเราผู้จะไม่ละทิ้งเราในการทำงานและความยากลำบากของเราดังที่เพื่อนในโลกทำ ความสุขมีแก่ผู้ที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและอยู่ใกล้พระองค์เสมอ”
 
************************
 

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

บาปแรกคือบาปอะไร?

 


บาปแรกในพระคัมภีร์คือบาปอะไร?
 
พระคัมภีร์ปฐมกาลได้เล่าถึงบาปแรกนี้
 
มันไม่ได้เกี่ยวกับอาดัมและเอวาและต้นไม้ที่พระเจ้าทรงห้ามไว้ไม่ให้มนุษย์คู่แรกแตะต้อง
 
เปล่า,นั่นไม่ใช่บาปแรก แต่เป็นบาปที่สอง
 
บาปแรกเกี่ยวข้องกับปีศาจ คือการพูดโกหกของซาตาน
 
มันพูดกับเอวา ว่า เธอจะไม่ตาย ถ้าเธอกินผลไม้นี้
 
นั่นคือบาปแรก
 
ดังนั้นบาปแรกที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์คือ การพูดโกหก
 
แล้วคุณรู้ไหมว่าบาปสุดท้ายคืออะไร? ซึ่งมีระบุไว้ในพระคัมภีร์เช่นกัน
 
วิวรณ์ 22:15 ระบุว่า บาปสุดท้ายคือ การพูดโกหก เช่นเดียวกัน
 
เป็นเรื่องที่น่าสนใจใช่ไหม?
 
บาปแรกและบาปสุดท้ายที่ระบุในพระคัมภีร์คือการพูดโกหก ความเท็จ การที่ไม่ซื่อสัตย์
 
ดังนั้นผมขอบอกกับบรรดาพ่อแม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจำเป็นต้องสอนบรรดาลูกของเรา
 
คือจงเป็นคนซื่อสัตย์
 
พวกลูกๆอาจทำผิดบ้าง ไม่เป็นไร แต่จงซื่อสัตย์
 
พวกเขาอาจรู้คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือ เคมี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทั้งหมดคือ การรู้ถึงความซื่อสัตย์
 
สิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ในตัวลูก ไม่ใช่การที่ลูกมีคะแนนที่ดีในวิชาต่างๆ
 
แต่พวกคุณกลับไม่สนใจที่จะให้ลูกมีคะแนนเต็ม 100 % ในเรื่องความซื่อสัตย์
 
ผมบอกพวกคุณที่เป็นพ่อแม่ได้เลยว่า การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตเป็นคนดีโดยไม่คำนึงในเรื่องนี้
 
อาจทำให้ลูกๆหลงเดินทางผิด
 
ดังนั้นจงสอนลูกๆตั้งแต่ยังเล็ก ตั้งแต่ 1 ขวบ ในเรื่องความซื่อสัตย์
 
ฝึกฝนลูกให้มีความซื่อสัตย์ สอนให้ลูกพูดความจริง
 
การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ การไม่ซื่อสัตย์ต่อพ่อแม่ คือสองสิ่งแรกที่น่าเป็นห่วงที่สุด
 
# Catholic4Life
 
************************
 

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

สมโภชพระจิตเจ้า

 

ผลของพระจิตตามคำกล่าวของนักบุญโทมัส อไควนัส
นำมาจาก : https://aleteia.org/2024/05/12/the-fruits-of-the-holy-spirit-according-to-st-thomas-aquinas/ 
Daniel Esparza : Aleteia
 
“ผลไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ดีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นลักษณะนิสัยอันดีงามที่เบ่งบานในตัวเราเมื่อพระจิตทำงานในหัวใจของเรา” 
 - โทมัส อไควนัส
 
ชีวิตของคริสตชนคาทอลิกควรจะเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นของการเติบโตในความศักดิ์สิทธิ์ – เป็นการเดินทางที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระจิตเจ้า นักบุญโทมัส อไควนัส, ในหนังสือ Summa Theologica อันยิ่งใหญ่ของท่าน ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับแง่มุมที่สำคัญของการเติบโตนี้ นั่นคือ: ผลของพระจิตในชีวิตคริสตชน
 
ผลเหล่านี้ตามที่นักบุญเปาโลระบุไว้ในกาลาเทีย 5:22-23 มีเก้าประการ ได้แก่ ความรัก, ความชื่นชม, ความสงบ, ความอดทน, ความเมตตา, ความใจดี, ความซื่อสัตย์, ความอ่อนโยน, และการรู้จักควบคุมตนเอง
 
ความเห็นของนักบุญออกัสตินเกี่ยวกับเรื่องนี้อธิบายว่าอัครสาวก “ไม่มีเจตนาจะสอนเราว่าผลของพระจิตมีกี่อย่าง แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเราควรหลีกเลี่ยงกิจการของเนื้อหนังอย่างไร และแสวงหากิจการของพระจิต”
 
แต่สิ่งเหล่านั้นคืออะไรกันแน่?
 
นักบุญโทมัส อไควนัสชี้แจงว่าผลไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ดีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นลักษณะนิสัยอันดีงามที่เบ่งบานในตัวเราเมื่อพระจิตเจ้าทรงทำงานในหัวใจของเรา

ไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นสัญญาณบ่งบอก
 
ลองพิจารณาผลของต้นไม้, แน่นอนว่าผลนั้นไม่ใช่ทั้งต้น แต่เป็นผลจากการเจริญเติบโตของต้นไม้ ในทำนองเดียวกัน การกระทำของเราไม่ใช่ผล แต่เป็นเครื่องหมายภายนอกของการเปลี่ยนแปลงภายในที่เกิดขึ้นโดยพระคุณของพระจิตเจ้า การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดนิสัยที่ดีที่ทำให้เรา (และคนรอบข้าง) มีความสุขอย่างแท้จริง
 
แล้วผลไม้ชนิดนี้จะพัฒนาได้อย่างไร?
 
นักบุญโทมัส อไควนัสอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้มาจากความร่วมมือของเรากับพระจิตเจ้า เช่นเดียวกับพืชที่ต้องการดินที่อุดมสมบูรณ์และแสงแดด,เพื่อที่จะเจริญรุ่งเรือง จิตวิญญาณของเราก็ต้องเปิดรับงานของพระจิตเจ้าเข้ามาในตัวเราเช่นเดียวกัน การสวดภาวนา, การเข้าร่วมในพิธีมิสซา, และการมีส่วนร่วมในการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเราหยั่งรากลึกอยู่ในพระคริสต์ พระจิตเจ้าจะประทานอำนาจแก่เราในการพัฒนาผลที่สวยงามเหล่านี้
 
บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับนักบุญโทมัส อไควนัสว่าผลไม้เหล่านี้แตกต่างจากคุณธรรมหรือไม่
 
นักบุญโทมัส อไควนัสรับรู้ว่าผลไม้บางชนิด เช่น การกุศล (ความรัก) และความเชื่อ มีชื่อร่วมกันกับคุณธรรม ถึงกระนั้นสิ่งนี้ก็ยังไม่เหมือนกันนัก Summa ของอไควนัสอธิบายว่าผลไม้หมายถึงการกระทำที่น่ายินดีและง่ายดายซึ่งหลั่งไหลมาจากคุณธรรมเหล่านี้มากกว่า ตัวอย่างเช่น บุคคลผู้มีความอดทนอาจพบว่าตนเองจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างสงบ จึงประสบความสำเร็จและแบ่งปันผลของความดีนั้นแก่คนรอบข้าง ถ้าคุณชอบการขี่จักรยาน, ผลจากความชอบนี้ก็จะทำให้คุณมีความสามารถที่จะขี่จักรยานได้ คุณธรรมคือการขี่มันอย่างไม่ลำบาก
 
ความเข้าใจถึงผลของพระจิตเจ้าเป็นเครื่องเตือนใจที่สวยงามว่าชีวิตคริสตชนของเราไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการทำให้เราเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น นั่นคือ มีจิตใจที่เป็นอิสระ
 
เมื่อเราปลูกฝังผลเหล่านี้ผ่านการสวดภาวนา, รับศีลมหาสนิท และกิจการงานที่ดี, เรายอมให้พระจิตเจ้าเปลี่ยนแปลงตัวของเราให้เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเป็น
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

พระพรแห่งความเข้าใจ

 


พระพรของพระจิต 
พระพรแห่งความเข้าใจ(สติปัญญา)
 
พระพรแห่งความเข้าใจที่พระจิตทรงประทานแก่เรา ช่วยให้เราเจาะลึกความลี้ลับแห่งความเชื่อของเราได้ โดยพระพรเหนือธรรมชาตินี้ เราสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์, ศีลศักดิ์สิทธิ์, และการสถิตอยู่ของพระคริสต์ในชีวิตของเรา ดังที่นักบุญเทเรซาอธิบายไว้ว่า, มันเหมือนกับว่าเราพบว่าตนเองมีความรู้อันลึกซึ้งโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้นั้น
 
ด้วยพระพรแห่งความเข้าใจ, เราจึงสามารถเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติในโลกธรรมชาติรอบตัวเรา ความลึกลับของพระตรีเอกภาพ, การบังเกิดเป็นมนุษย์, การไถ่บาป, และพระศาสนจักรกลายเป็นความจริงที่มีชีวิตซึ่งหล่อหลอมชีวิตประจำวันของเรา ความเชื่อของเราลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการสวดภาวนาของเราลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น
 
ผู้ที่เปิดรับการกระตุ้นเตือนของพระจิตจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ในจิตวิญญาณและตื่นขึ้นด้วยความเชื่อ พวกเขาสามารถรับรู้ถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าในทุกสิ่ง, แม้ในแง่มุมที่ธรรมดาที่สุดของชีวิต พระพรนี้ไม่ได้สงวนไว้สำหรับคนจำนวนน้อย, แต่มีให้สำหรับทุกคนที่พยายามใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น และดำเนินชีวิตตามความเชื่อในชีวิตประจำวัน
 
เพื่อที่จะยอมรับพระพรแห่งความเข้าใจอย่างเต็มที่ เราต้องมีส่วนร่วมในการสวดภาวนาส่วนตัว, พิจารณาไตร่ตรองความจริงแห่งความเชื่อของเรา และพยายามรักษาความตระหนักรู้อย่างต่อเนื่องถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าตลอดทั้งวัน ด้วยการให้ความสุขและความเศร้า, งานของเรา, และการพักผ่อนของเรา,เป็นสิ่งที่โน้มนำทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ เราจะสามารถสัมผัสถึงความบริบูรณ์ของพระพรนี้ และยอมให้พระพรนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

นักบุญมารีย์แห่งเคลโอปัส

 


สาวกของพระเยซูเจ้าไม่กี่คนที่อยู่แทบเชิงกางเขนในเวลาที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่นักบุญมารีย์แห่งเคลโอปัสเป็นหนึ่งในผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อพระคริสต์ในช่วงเวลาแห่งพระมหาทรมานของพระองค์
 
เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่บรรดาสาวกต่างทอดทิ้งพระอาจารย์ของพวกเขาในเวลาแห่งพระมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า พวกเขาเกือบทุกคนที่ทอดทิ้ง แม้แต่ศิษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดของพระองค์ก็ยังไม่กล้ามาดูการถูกตรึงกางเขนของพระอาจารย์ (ตามที่พวกเขาเรียกพระองค์ว่า รับบี แปลว่า พระอาจารย์)
 
อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ใกล้พระเยซูและปลอบใจพระองค์ในความทุกข์โศกเศร้าของพระองค์
 
พระวรสารของนักบุญยอห์นระบุว่ามี “มารีย์” สามคนอยู่ที่เชิงไม้กางเขน
 
ผู้ยืนอยู่ข้างไม้กางเขนของพระเยซูคือพระมารดาของพระองค์พร้อมด้วยน้องสาวของพระนาง, มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ชาวมักดาลา ยอห์น 19:25
 
มารีย์ภรรยาของเคลโอปัสคือใคร? 
มีคนรู้เรื่องเกี่ยวกับมารีย์แห่งเคลปัสน้อยมาก เนื่องจากมีแต่พระวรสารของนักบุญยอห์นเท่านั้นที่มีการบอกชื่อของเธออย่างชัดเจน
 
นี่เป็นการกล่าวถึงเธอเพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม และนักวิชาการด้านพระคัมภีร์ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการตีความที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวตนของเธอ
 
ตัวอย่างเช่น ตามสารานุกรมคาทอลิก “นักบุญ. เจอโรมจะระบุตัวตนของอัลฟีอุส(Alpheus)ว่าเกี่ยวข้องกับเคลโอปัส,ซึ่งตามคำบอกเล่าของเฮเกซิปัส(Hegesippus),เขาเป็นน้องชายของนักบุญโยเซฟ ในกรณีนี้มารีย์แห่งคลีโอปัสหรืออัลเฟอุสก็จะเป็นพี่สะใภ้ของพระแม่มารีย์ และคำว่า 'น้องสาว' คืออเดลฟี(adelphe)ในยอห์น 19:25 จะครอบคลุมเรื่องนี้”
 
คนอื่นๆ พยายามระบุว่ามารีย์แห่งเคลโอปัสเป็นมารดาของนักบุญยากอบอัครสาวก สิ่งนี้จะสอดคล้องกับพระวรสารของมัทธิวและมาระโกที่ระบุชื่อมารีย์อีกคนหนึ่งที่เชิงไม้กางเขน
 
สตรีบางคนมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ในจำนวนนี้มี มารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบคนเล็กและของโยเสท และนางสะโลเม มาระโก 15:40
 
เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับมารีย์หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู
 
เธออาจจะยังคงอยู่ในกรุงเยรูซาเลม หรือธรรมประเพณีบางอย่างอ้างว่าเธอไปฝรั่งเศสกับนักบุญมารีย์ชาวมักดาลา มีโบสถ์แห่งหนึ่งใน Saintes-Maries-de-la-Mer ซึ่งเชื่อกันว่าพระธาตุของเธอประดิษฐานอยู่
 
ในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก, นักบุญมารีย์แห่งเคลโอปัสมีวันฉลองในวันที่ 24 เมษายน ในขณะที่ในพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ตะวันออก เธอได้รับเกียรติในวันที่ 23 พฤษภาคมในฐานะ Holy Myrrhbearer Mary, ภรรยาของเคลโอปัส
 
แม้ว่าเราอาจไม่ทราบรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับชีวิตของเธอ แต่เรารู้ว่าเธอซื่อสัตย์ต่อพระเยซูและอยู่ในการตรึงกางเขนของพระองค์
 
แม้แต่เปโตร, ผู้เป็นหัวหน้าของอัครสาวกก็ไม่ได้อยู่ที่เชิงไม้กางเขน
 
มารีย์แห่งเคลโอปัสคงมีความศรัทธาแรงกล้าและมีนิสัยกล้าหาญที่จะอดทนต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานเช่นนั้น

ที่มา : Aletia
https://aleteia.org/2024/04/23/st-mary-of-clopas-one-of-the-marys-at-the-crucifixion/
 
************************