วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ป้องกันบ้านจากศัตรูของวิญญาณ

 


ประตูสามบานที่ปีศาจเข้ามาในบ้านของคุณ
 
บ้านของคุณคือที่พักพิงอันอบอุ่น
 
เป็นสถานที่แห่งความรักและความสงบสุข
 
แต่มีประตูสามบานที่ปีศาจสามารถแทรกตัวเขามาในบ้านของคุณได้
 
และมันจะรบกวนความสัมพันธัและความเชื่อในครอบครัว
 
ประตูที่ปีศาจใช้มีอะไรบ้าง? และมีวิธีใดที่จะป้องกันมันไว้อย่างหนาแน่น?
 
ตามคำสอนแห่งปรีชาญาณในพระคัมภีร์
 
ประตู่ที่ 1 คือ การไม่ยอมให้อภัย การโกรธเคืองและไม่ยอมให้อภัยกัน
 
นี่เป็นประตูหน้าบ้านที่เปิดกว้างสำหรับศัตรู
 
เอเฟซัส 4:26-27 เตือนเราว่า “จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก อย่าให้โอกาสแก่มาร”
 
การให้อภัยไม่ใช่เป็นเพียงกุญแจนำไปสู่สันติสุขเท่านั้น ยังเป็นสิ่งกีดขวางต่อความขัดแย้งกันอีกด้วย
 
ประตูที่ 2 ความกลัวและความสงสัย
 
เมื่อเราให้ความกลัวและความสงสัยดำรงอยู่ในจิตใจของเรา
 
มันเป็นการเปิดหน้าต่างให้ปีศาจมากระซิบคำโกหกเพื่อทำให้ความเชื่อของเราสั่นคลอน
 
ทิโมธี 1:7 เตือนเราว่า พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เรามีจิตแห่งความกลัว “พระเจ้าไม่ได้ประทานจิตที่บันดาลความขลาดกลัว แต่ประทานจิตที่บันดาลความเข้มแข็ง ความรักและการควบคุมตนเองแก่เรา”
 
ความเชื่อและความวางใจในพระเจ้าจะช่วยปกป้องประตูนี้ให้ปิดอยู่ตลอดเวลา
 
ประตูที่ 3 ความไม่เชื่อฟังและบาป
 
ความไม่เชื่อฟังโดยเจตนาและการดำรงชีวิตในบาป
 
ก็เหมือนกับการปูพรมต้อนรับสิ่งชั่วร้าย
 
1 เปโตร 5:8 “จงมีสติสัมปชัญญะและตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะศัตรูของท่านคือมาร กำลังดักวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้”
 
จงดำรงชีวิตในความเชื่อฟังพระวาจาของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์
 
ปิดประตูเหล่านี้ไว้อย่างหนาแน่นและเฝ้าระวังเสมอ
 
ขั้นแรกในการปกป้องบ้านของคุณจากศัตรูที่จะเข้ามาทำลาย คือป้องกันบ้านแห่งวิญญาณของเราด้วยการให้อภัย,เชื่อฟังและมีความเชื่อ,ระมัดระวังอยู่เสมอ
 
ขอให้บ้านของเราเป็นป้อมปราการแห่งความรัก ความสงบสุขและเป็นที่ประทับของพระเจ้า
 
ด้วยการนำทางของพระเจ้า,เราจะมีพลังที่จะทำให้ประตูปิดอยู่เสมอต่อปีศาจ
 
และเปิดกว้างสำหรับความสว่างและความรักนิรันดรของพระเจ้า
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ไดอารี่ของนักบุญโฟสตินา 1753-1754

 


ไดอารี่1753 : ในเวลาเย็น, พระเยซูทรงประทานหัวข้อแก่ฉันเพื่อพิจารณาไตร่ตรอง ในตอนแรก, หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความกลัวและความสุข จากนั้นฉันก็นำตัวเองให้เข้าใกล้ดวงพระหฤทัยของพระองค์ และความกลัวก็หายไป เหลือแต่เพียงความสุขเท่านั้น ฉันรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยมว่าฉันเป็นลูกของพระเจ้า และพระเยซูเจ้าตรัสกับฉันว่า
 
ไม่ต้องกลัวอะไร สิ่งที่ไม่ได้มอบให้สำหรับผู้อื่นได้ถูกมอบให้แก่ลูกแล้ว พระหรรษทานที่ไม่ได้ประทานให้วิญญาณอื่น,จะหล่อเลี้ยงจิตใจลูกทุกวัน,เหมือนขนมปังประจำวัน
 
ไดอารี่1754 : ลูกสาวของเรา, จงพิจารณาว่าใครคือผู้ซึ่งหัวใจของลูกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างใกล้ชิดด้วยคำสาบาน ก่อนที่เราจะสร้างโลกนี้,เรารักลูกด้วยความรักซึ่งหัวใจของลูกกำลังมีประสบการณ์อยู่ในเวลานี้ และถึงแม้หลายศตวรรษจะผ่านไป, ความรักของเราจะไม่เปลี่ยนแปลง
 

* * *
 
เมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุดไดอารี่ของนักบุญโฟสตินา, พระคริสต์ทรงมอบหมายหัวข้อทางจิตวิญญาณหรือการพิจารณาไตร่ตรองชุดหนึ่งแก่เธอ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แสดงไว้ข้างต้นจากไดอารี่ 1754 ของไดอารี่ เนื้อหาเหมือนการพิจารณาไตร่ตรองอย่างเงียบๆเกี่ยวกับความเป็นพระบุคคลของพระคริสต์และธรรมชาตินิรันดร์ของความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา ความรักรูปแบบเหนือธรรมชาติซึ่งมีอยู่ก่อนการกำเนิดของเราเองและแม้กระทั่งการสร้างจักรวาล ผมสงสัยว่าหัวข้อเหล่านี้จำกัดเฉพาะนักบุญโฟสตินาเท่านั้นหรือไม่? ผมคิดว่าคริสตชนทุกคนควรใช้เวลาสักครู่แล้วลองพิจารณาไตร่ตรองหัวข้อเหล่านี้ด้วยตัวเองแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพระคริสต์ทรงบอกให้นักบุญโฟสตินาทำเช่นนี้ ทำไมพวกเราที่อ่านไดอารี่ของเธอถึงไม่อยากฝึกแบบเดียวกัน? และทำไมไม่แบ่งปันผลลัพธ์ของการพิจารณาไตร่ตรองของคุณเองแก่ผู้อื่นหรือแม้แต่การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ล่ะ?
 
เป็นประโยคสุดท้ายของไดอารี่ 1754 ที่ทำให้ผมสนใจ “ก่อนที่เราจะสร้างโลก, เรารักลูกด้วยความรักซึ่งหัวใจของลูกกำลังมีประสบการณ์อยู่ในเวลานี้ และถึงแม้หลายศตวรรษจะผ่านไป, ความรักของเราจะไม่เปลี่ยนแปลง” เป็นคำพูดเหมือนเยเรมีย์ 1:5 มากที่กล่าวว่า “ก่อนที่เราปั้นท่านในครรภ์มารดา เราก็รู้จักท่านแล้ว ก่อนที่ท่านจะเกิด เราก็แยกท่านไว้ให้เป็นของเราแล้ว และแต่งตั้งท่านให้เป็นประกาศกสำหรับนานาชาติ” เยเรมีย์เขียนถึงพระเจ้า,พระบิดาและนักบุญโฟสตินาเขียนถึงพระเยซูเจ้า,พระบุตรแต่ทั้งสองพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน และทั้งพระบิดาและพระบุตรก็อยู่พร้อมๆกันกับพระจิต ทุกพระบุคคลทรงเทความรักลงบนตัวตนที่มีอยู่ก่อนของเราตั้งแต่ก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างโลก ดังที่พระคริสต์ตรัสกับนักบุญโฟสตินาในไดอารี่ 1754 นี่คือคำพูดของพระผู้เป็นเจ้าสามพระบุคคล – พระบิดา, พระบุตร, และพระจิต,ถึงนักบุญโฟสตินา โดยผ่านทางพระสุรเสียงของพระคริสต์
 
พระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้านิรันดรและทรงเป็นพระเจ้าแห่งกาลเวลา พระองค์ทรงดำรงอยู่อย่างไร้ขอบเขตทั้งในอดีต,ปัจจุบัน,และอนาคตพร้อมกัน ดังนั้นพระองค์จึงทรงรู้จักเราและรักเราอย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่ก่อนสร้างโลกจนถึงยุคปัจจุบันและต่อจากนี้ไป พระองค์ทรงรักเราอยู่แล้วในอนาคตเพราะพระองค์ทรงอยู่ที่นั่นแล้วแม้ว่าเราจะไม่อยู่ก็ตาม แม้กระทั่งทุกวันนี้,พระคริสต์ทรงดำรงอยู่และทรงรักเราในวันพรุ่งนี้ของเรา นี่คือมุมมองที่ลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์, เกินกว่าคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ก่อนที่พระคริสต์จะทรงสร้างจักรวาล พระองค์ทรงรักเราอยู่แล้วในชีวิตในอนาคตของเรา ซึ่งหมายความว่าในแนวทางลึกลับเดียวกันนี้ เรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ก่อนที่เราจะเกิด ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างจักรวาลด้วยซ้ำ เราดำรงอยู่ก่อนการสร้างจักรวาลในแง่นั้น เราไม่มีความรู้สึกและไม่รู้ตัว แต่เรายังมีชีวิตอยู่ในพระทัยของพระคริสต์ เรายังเป็นผู้ได้รับความรักอันล้นเหลือของพระองค์มาโดยตลอด หลายพันล้านปีนับไม่ถ้วนที่อบอวลไปด้วยความรักนิรันดร์ของพระเจ้า ทั้งหมดนี้นำไปสู่การเกิดของเราแต่ละคน พระดำรัสของพระคริสต์ต่อนักบุญโฟสตินาเป็นข้อพิสูจน์ถึงธรรมชาตินิรันดร์ของพระองค์และรูปแบบความรักที่เหนือธรรมชาติของพระองค์ ความรักในพลังที่จิตใจมนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้
 
แต่เป็นข้อพิสูจน์ถึงธรรมชาตินิรันดร์ของเราเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราดูเหมือนจะไม่รู้ในมุมมองทางโลกของเรา เราไม่ได้อายุ 30, 40 หรือ 50 ปี เรามีอายุเก่าแก่และเป็นอมตะในความรักนิรันดร์ของพระคริสต์ เป็นเวลาหลายพันล้านปีก่อนที่จะมาบังเกิดในชีวิตอันสั้นของเราในเนื้อหนังในที่สุด และเมื่อถึงเวลาที่เราเกิด เราก็จะซึมซับความรักที่พระองค์ทรงหลั่งไหลมาสู่เราตลอดพันล้านปีนั้นอย่างลึกซึ้ง เราเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีชีวิตของพระเจ้า งอกและสะสมรูปแบบความรักอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อที่เราจะได้เผยแพร่ออกไปสู่ผู้อื่นทั้งหมดเมื่อเราเกิดขึ้นมาในที่สุด
 
สุดท้ายนี้ เนื่องจากเรามีชีวิตอยู่และได้รับความรักจากพระคริสต์ตั้งแต่ก่อนการทรงสร้าง เห็นได้ชัดว่าเรามีชีวิตอยู่ในพระองค์ในช่วงเวลาสั้นๆของพระองค์บนโลก นั่นรวมถึงการประสูติ, การเทศนาสั่งสอน, และการทำอัศจรรย์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น, ในการเลี้ยงอาหารคนหลายพันคน, และทรงทำอัศจรรย์ให้ลาซารัสกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย, เราก็มีชีวิตอยู่แล้วในพระองค์ สิ่งสำคัญที่สุด ผมคิดว่าเราอยู่ภายในองค์พระคริสต์ในขณะที่พระองค์ทรงทนทุกข์บนไม้กางเขน พวกเราทุกคนอยู่ที่นั่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ใจกลางพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในขณะที่การปลดปล่อยพระเมตตาอันศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น เราได้รับพระเมตตาแห่งความรอดของพระองค์ในวันนั้น ก่อนที่เราจะเกิดขณะที่พระองค์ทรงหลั่งพระเมตตาของพระองค์ลงมาสู่เราจนลมหายใจสุดท้ายของพระองค์ และเรายังคงเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ ไม่เพียงเพื่อความรอดของเราเองเท่านั้น แต่เพื่อนำออกไปให้คนทั้งปวงด้วย เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานแก่เราแต่ละคนเป็นรายบุคคล
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2024 อาณาจักรของพระเจ้าบนโลก

 
โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
มาระโก 3:20-35 
(20)พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ประชาชนมาชุมนุมกันอีกจนพระองค์ไม่อาจเสวยและบรรดาศิษย์ก็ไม่อาจกินอาหารได้ (21)เมื่อพระญาติของพระองค์ได้ยินเช่นนี้ ก็ออกไปคุมพระองค์ไว้ เพราะคิดว่าทรงเสียพระสติ 
(22)บรรดาธรรมาจารย์ที่มาจากกรุงเยรูซาเล็มพูดว่า “เขามีปีศาจเบเอลเซบูล สิงอยู่” และ “ขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเจ้าแห่งปีศาจนั่นเอง” (23)พระองค์จึงทรงเรียกเขาเหล่านั้นเข้ามาพบ ตรัสเป็นอุปมาว่า “ซาตานจะขับซาตานได้อย่างไร (24)ถ้าอาณาจักรหนึ่งแตกแยก อาณาจักรนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้ (25)ถ้าครอบครัวหนึ่งแตกแยก ครอบครัวนั้นก็ตั้งมั่นอยู่ต่อไปไม่ได้ (26)ถ้าซาตานลุกขึ้นต่อสู้กันเองและแตกแยก มันก็อยู่ไม่ได้ ต้องถึงจุดจบ (27)ไม่มีใครเข้าไปในบ้านของคนเข้มแข็งและปล้นเอาทรัพย์ของเขาได้ ถ้าไม่มัดคนเข้มแข็งนั้นไว้ก่อน เมื่อนั้นแหละจึงจะเข้าปล้นบ้านได้ (28)“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า มนุษย์จะรับการอภัยบาปทุกประการรวมทั้งคำดูหมิ่นพระเจ้าที่ได้พูดออกไป (29)แต่ใครที่พูดดูหมิ่นพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย เขามีความผิดตลอดนิรันดร” (30)พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนี้เพราะมีผู้พูดว่า “คนนี้มีปีศาจสิงอยู่” 
(31)พระมารดาและพระญาติของพระองค์มาถึง ยืนรออยู่ข้างนอก ส่งคนเข้าไปทูลพระองค์ (32)ประชาชนกำลังนั่งล้อมพระองค์อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ว่า “มารดาและพี่น้องของท่านกำลังตามหาท่าน คอยอยู่ข้างนอก” (33)พระองค์ตรัสถามว่า “ใครเป็นมารดาและพี่น้องของเรา” (34)แล้วพระองค์ทอดพระเนตรผู้ที่นั่งเป็นวงล้อมอยู่ ตรัสว่า “นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา (35)ผู้ใดทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้นั้นเป็นพี่น้องชายหญิงและเป็นมารดาของเรา”
******************
 
 
 
หลังจากบิดามารดาคู่แรกของเรา คืออาดัมและเอวาทำบาปกำเนิด ไปกินผลจากต้นไม้ที่พระเจ้าทรงห้ามแล้ว พระเจ้าก็ทรงสาปแช่งงูที่มาหลอกลวงเอวา และทรงทำให้งูและเอวาเป็นศัตรูกัน รวมถึงลูกหลานของทั้งคู่ก็เป็นศัตรูกันด้วย
 
บัดนี้ เป็นที่แจ้งชัดแล้วว่าพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นลูกหลานของเอวา ทรงมีชัยชนะเด็ดขาดเหนืองู เหนือซาตาน เหนือปีศาจ เพราะแม้แต่ศัตรูของพระองค์ คือบรรดาธรรมาจารย์และฟาริสีก็ยังยอมรับว่าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจเหนือปีศาจ พระองค์สามารถขับไล่ปีศาจให้ออกไปจากผู้ที่มันสิงสู่อยู่ได้
 
เพียงแต่พวกเขากล่าวหาพระองค์ว่าทรงขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบูล ซึ่งเท่ากับว่าปีศาจที่ใหญ่กว่า รังแกและขับไล่ปีศาจที่เล็กกว่า
 
พระองค์จึงตรัสว่า “ซาตานจะขับซาตานได้อย่างไร ถ้าซาตานลุกขึ้นต่อสู้กันเองและแตกแยก มันก็อยู่ไม่ได้ ต้องถึงจุดจบ”
 
ความหมายของพระองค์ก็คือ ไม่มีทางที่เบเอลเซบูลหรือเจ้าแห่งปีศาจจะมาต่อสู้ขับไล่พวกปีศาจด้วยกันเอง เพราะมีแต่จะนำไปสู่จุดจบด้วยกันทั้งสองฝ่าย
 
และเมื่อพระองค์ตรัสว่า “ไม่มีใครเข้าไปในบ้านของคนเข้มแข็งและปล้นเอาทรัพย์ของเขาได้ ถ้าไม่มัดคนเข้มแข็งนั้นไว้ก่อน เมื่อนั้นแหละจึงจะเข้าปล้นบ้านได้” ก็เท่ากับพระองค์ต้องการจะบอกว่า “บัดนี้ คนที่เข้มแข็งกว่าซึ่งก็คือพระองค์เอง มาถึงแล้ว ปีศาจซึ่งเคยเข้มแข็ง บัดนี้ถูกมัดแล้ว ซาตานพ่ายแพ้แล้ว !”
 
พี่น้องครับ ความพ่ายแพ้ของซาตานคือเครื่องพิสูจน์ว่าพระเยซูเจ้ามิได้เป็นพวกเดียวกับซาตาน แต่เป็นเครื่องแสดงว่าอาณาจักรของพวกมันได้มาถึงจุดจบแล้ว และอาณาจักรของพระเจ้าได้รับการสถาปนาขึ้นแล้ว !
 
นี่คือข่าวดีประการแรกของพระวรสารวันนี้
 
ข่าวดีอีกประการหนึ่งก็คือ วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้นั้นเป็นพี่น้องชายหญิงและเป็นมารดาของเรา”
 
นับว่ายิ่งใหญ่จริงๆ ที่พระองค์โปรดให้เราเป็นพี่น้องและเป็นมารดาของพระองค์ ผู้ทรงเป็นจอมกษัตริย์ ขอเพียงให้เราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า
 
การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า นอกจากจะทำให้เราเป็นพี่น้องของพระองค์แล้ว ยังเป็นหนทางที่จะทำให้เราได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระองค์อีกด้วย พระองค์ตรัสว่า “คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า’ นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้” (มธ 7:21)
 
วันนี้ เราจึงมีข่าวดี 2 เด้ง เด้งแรกก็คืออาณาจักรของซาตานพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพระเยซูเจ้าแล้ว เด้งที่สองก็คืออาณาจักรของพระเจ้าได้รับการสถาปนาขึ้นในโลกนี้แล้ว และเราสามารถเข้าสู่พระอาณาจักรนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปเกิดเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับพระเยซูเจ้า หรือคลานตามกันมากับพระองค์
 
ขอเพียงให้เราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น!
 
และวันนี้ พระเยซูเจ้ายังทรงเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติตามพระสงค์ของพระเจ้าด้วยชีวิตของพระองค์เอง แม้จะทำให้ญาติของพระองค์คิดว่าพระองค์เสียสติไปแล้วก็ตาม
 
ตลอดชีวิตของพระองค์ พระองค์พร้อมเสมอที่จะเสี่ยงเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยในชีวิตของพระองค์เองเลย
 
และนี่ควรจะเป็นชีวิตของเราคริสตชนทุกคนด้วย นั่นคือพร้อมที่จะปฏิบัติตามประสงค์ของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด !
 
ฟังดูเหมือนยากลำบากที่ต้องเสี่ยงเช่นนี้ แต่นักบุญเปาโลบอกเราในบทอ่านที่สองว่า “ความทุกข์ยากลำบากเล็กน้อยของเราในปัจจุบันนี้กำลังเตรียมเราให้ได้รับสิริรุ่งโรจน์นิรันดรอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้” เพราะว่า “พระเจ้าผู้ทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ จะทรงบันดาลให้เรากลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์ด้วย และจะทรงนำเราไปอยู่กับพระองค์”
 
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์ เสด็จลงมาพิชิตอาณาจักรของปีศาจมารร้าย และทรงสถาปนาพระอาณาจักรสวรรค์ขึ้นมาในโลกนี้ และขอพระองค์โปรดช่วยเราให้สู้ทนความยากลำบากต่างๆ เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อจะได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระองค์ตั้งแต่บัดนี้ และช่วยกันเผยแผ่พระอาณาจักรของพระองค์ต่อๆ ไปด้วยเทอญ
 
***************************


คุณพ่อปีโอกับวิญญาณในไฟชำระ

 
 

Gerardo De Caro ได้สนทนากับคุณพ่อปีโอเป็นเวลานานในปี 1943 ในหนังสือที่เขาเขียนได้บอกว่า
 
“คุณพ่อปีโอมีความรู้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของวิญญาณหลังความตาย,รวมทั้งระยะเวลาของความเจ็บปวดจนกระทั่งถึงจุดที่ได้รับการชำระจนมีความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์” 
 
ต่อไปนี้เป็นคำพูดของคุณพ่อปีโอ
 
“วิญญาณมากมายของผู้ตายจากไฟชำระ,มากยิ่งกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่,ที่ได้ขึ้นมาบนภูเขานี้เพื่อร่วมพิธีมิสซาและขอให้พ่อสวดภาวนาให้”
 
“วิญญาณในไฟชำระสวดภาวนาเพื่อเรา,และคำภาวนาของพวกเขามีประสิทธิภาพมากกว่าของเรา เพราะคำภาวนาของพวกเขาประกอบด้วยความทุกข์ทรมานของพวกเขา ดังนั้น,ให้เราสวดภาวนาเพื่อวิญญาณในไฟชำระ,และขอให้วิณณาณเหล่านั้นสวดภาวนาเพื่อเราด้วย”
 
“คุณจะประหลาดใจที่จะพบว่าในสวรรค์,มีวิญญาณที่เราไม่คาดคิดว่าจะพบอยู่ที่นั่นด้วย”
 
“วิญญาณของผู้ที่ได้รับความรอดแล้วส่วนใหญ่จะผ่านไฟชำระก่อนที่จะได้รับความสุขอย่างสมบูรณ์ในสวรรค์” 
**
 
วันที่ 30 ธันวาคม 1937 คุณพ่อปีโอกำลังสวดภาวนาในโบสถ์พร้อมกับบรรดานักพรตคนอื่นๆ, ทันใดนั้นคุณพ่อก็พูดขึ้นว่า “ให้เราสวดภาวนาเพื่อคุณพ่ออัคราธิการของพวกเราเถิด 
คุณพ่ออัคราธิการ Padre Bernardo Apicella กำลังอยู่ในความโศกเศร้า” ไม่มีใครรู้ว่าท่านอัคราธิการกำลังป่วย 
วันต่อมาบรรดานักพรตก็ได้ข่าวว่าท่านอัคราธิการเสียชีวิตแล้ว 
**
 
พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 สิ้นพระชนม์ในวังกันดอลฟ์โฟ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1958 
ในวันนั้น,คุณพ่อปีโอพูดกับนักพรตว่า “พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 อยู่ในสวรรค์แล้ว,พ่อเห็นพระองค์ในระหว่างมิสซา” 
**
 
วันหนึ่งคุณพ่อปีโอกำลังอยู่ในห้องที่คอนแวนต์, มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาแนะนำตัวกับคุณพ่อ “ผมชื่อ Pietro Di Mauro ผมเสียชีวิตในวันที่ 18 กันยายน 1908,ในห้องนี้ในระหว่างที่เกิดไฟไหม้ พระเยซูเจ้าทรงอนุญาติให้ผมมาจากไฟชำระ ถ้าพรุ่งนี้คุณพ่อประกอบพิธีมิสซาเพื่อผม,ผมจะได้ไปสวรรค์”
 
คุณพ่อปีโอบอกว่า “พ่อรู้สึกวุ่นวายใจ,พ่อได้บอกกับคุณพ่ออธิการ, Father Paolino da Casacalenda,สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อ และขออนุญาตให้ประกอบพิธีมิสซาเพื่อ Pietro” 
Father Paolino อนุญาติและต่อมาได้ไปที่สำนักทะเบียนที่ City Hall เพื่อค้นประวัติเหตุการณ์ของเมือง 
ในวันที่ 18 กันยายน ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นและได้ฆ่าชายที่มีชื่อนั้นในห้องนั้น 
**
 
คุณพ่อปีโอได้พูดกับ Cleonice Morcaldi หนึ่งเดือนหลังจากการตายของมารดาของเธอ “เช้าวันนี้ แม่ของลูกได้ขึ้นสู่สวรรค์ พ่อเห็นเธอในระหว่างพิธีมิสซา” 
**
 
คุณพ่อปีโอ ได้บอกกับ Padre Anastasio di Roio ว่า “คืนวันหนึ่งพ่ออยู่เพียงลำพังในโบสถ์น้อยและพ่อเห็นนักพรตคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดพระแท่นในตอบกลางคืน 
พ่อขอให้เขาไปนอน เพราะมันมืดค่ำแล้ว เขาตอบว่า “ผมเป็นนักพรตเช่นเดียวกับท่าน ผมเข้ามาเป็นโนวิสที่นี่และได้รับมอบหมายให้ดูแลพระแท่น, และผมเดินผ่านหน้าพระแท่นหลายครั้งโดยไม่ได้ทำความเคารพอย่างสมควร ด้วยบาปนี้,ผมจึงไปอยู่ในไฟชำระ,และพระเยซูทรงส่งผมมาหาท่าน ท่านตัดสินใจเถิดว่าผมควรได้รับความทุกข์นานเท่าไรในเปลวไฟ” 
คุณพ่อปีโอพูดว่า “พ่อบอกเขาว่า จนกระทั่งถึงพิธีมิสซาในตอนเช้า 
 เขาพูดว่า “ช่วงโหดร้าย” และหายไป 
พ่อยังคงมีบาดแผลในหัวใจ 
พ่อควรจะส่งเขาไปสู่สวรรค์ในทันที, แต่เขากลับต้องทนอยู่อีกหนึ่งคืนในเปลวไฟของไฟชำระ” 
**
 
คุณพ่อปีโอบอกกับ Padre Onorato Marcucci ผู้ที่เคยช่วยเหลือท่าน “เมื่อคืนก่อน,พ่อไม่ค่อยสบายและทำให้คุณนอนไม่หลับ 
พ่อกำลังคิดว่าจะชดเชยให้คุณอย่างไรดี,ดังนั้นพ่อจึงอุทิศพระคุณการุณย์ชั่วคราวให้แก่มารดาของคุณเพื่อส่งให้เธอไปยังสวรรค์ 
 **
 
ข้อความต่อไปนี้นำมาจากหนังสือของจอห์น แม็คคัฟเฟรี่(John McCaffery) ที่ชื่อ “Tales of Padre Pio", Kansas City, 1979, pag. 67 
ไม่มีข้อความที่คล้ายกันในหนังสือเล่มอื่นเกี่ยวกับคุณพ่อปิโอ 
อย่างไรก็ตาม ด้วยความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ผมจึงขอฝากเรื่องต่อไปนี้ไว้กับผู้อ่าน
 
John McCaffery สนทนากับ คุณพ่อปีโอ และเขียนไว้ในหนังสือของเขา 
“พ่อเชื่อว่ามีวิญญาณไม่มากนักที่ไปนรก 
พระเจ้าทรงรักเรามาก, พระองค์ทรงสร้างเราตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงรักมากเหนือความเข้าใจของเรา 
และเป็นความเชื่อของพ่อว่า เมื่อเราผ่านพ้นจากจิตสำนึกของโลกแล้ว เมื่อเราปรากฏว่าตายแล้ว,พระเจ้า,ก่อนที่จะทรงพิพากษาเรา,พระองค์จะทรงประทานโอกาสแก่เราให้เห็นและเข้าใจว่า บาปที่แท้จริงเป็นอะไร 
และถ้าเราเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว,เราจะไม่สำนึกผิดได้อย่างไร?” 
**
 
บิดาของ Florence Fine Ehrmand ป่วยด้วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งชนิด amyotrophic lateral sclerosis ในรูปแบบที่รุนแรงในปี 1965 เธอได้ขอคำภาวนาจากคุณพ่อปิโอเพื่อบิดาของเธอ บิดาของเธอเสียชีวิตในเดือนมกราคม 1966 
เธอไปหาคุณพ่อปีโอในเดือนตุลาคม 1967 เพื่อถามว่าพ่อของเธอซึ่งเป็นชาวยิวผู้เคร่งครัดได้รับความรอดหรือไม่ 
“จูเลียส ไฟน์ได้รับความรอดแล้ว แต่เราต้องสวดภาวนาเพื่อเขามากๆ” 
**
 
คืนหนึ่งในปี 1944 คุณพ่อปีโอและผู้ที่อยู่ที่นั่นได้ยินเสียงดังมาจากชั้นล่างพูดว่า " Viva Padre Pio "(คุณพ่อปีโอจงเจริญ) 
คุณพ่ออธิการ Padre Raffaele da S. Elia a Pianisi บอกกับคนเฝ้าประตู, คือ Fra Gerardo da Deliceto ให้คนเหล่านั้นออกไปและล็อคประตูให้ดี 
Fra Gerardo ลงไปชั้นล่าง แต่ไม่พบใครเลย และประตูก็ถูกล็อคสองชั้นอย่างที่ควรจะเป็น 
 เขากลับไปรายงาน, คุณพ่ออธิการ Padre Raffaele รู้สึกสงสัยและเดินตรงไปหาคุณพ่อปีโอเพื่อถามว่าท่านรู้อะไรบางอย่างหรือเปล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ 
 “โอ้! พวกนั้นคือทหารที่เสียชีวิตในสนามรบ และมาขอบคุณพ่อสำหรับความรอดของพวกเขา” 
**
 
ในปี 1945 Fra' Modestino ถามคุณพ่อปีโอ เกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างไฟบนโลกกับเปลวไฟแห่งไฟชำระ 
“พวกมันเปรียบเทียบเหมือนน้ำจืดกับน้ำเดือด” 
**
 
วันหนึ่งคุณพ่อปีโอบอกหมอของท่านว่า: "พ่อกำลังสวดภาวนาเพื่อการตายอย่างดีของปู่ทวดของพ่อ" 
 “แต่เขาเสียชีวิตไปเมื่อกว่าร้อยปีก่อน!” หมอพูด 
“จำไว้ว่าสำหรับพระเจ้าไม่มีอดีตและอนาคต และทุกสิ่งเป็นปัจจุบน ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้ประโยชน์จากคำภาวนาที่พ่อกำลังสวดอยู่เพื่อ เวลานั้น” 
**
 
ในปี 1922 Bishop Alberto Costa ถามคุณพ่อปีโอว่า ท่านเคยเห็นวิญญาณในไฟชำระหรือไม่ 
คุณพ่อปีโอตอบว่า “พ่อเคยเห็นพวกเขามามากจนไม่ทำให้พ่อกลัวอีกต่อไป” 
**
 
นักพรตคนหนึ่งให้การเป็นพยานว่า เราทุกคนอยู่ในห้องอาหาร ทันใดนั้นคุณพ่อปีโอก็ลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูคอนแวนต์ ท่านเปิดประตูและเริ่มสนทนา 
นักพรตสองคนที่ไปกับคุณพ่อปีโอไม่เห็นใครเลยและเริ่มคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับคุณพ่อปีโอ 
ระหว่างทางกลับไปยังที่รับประทานอาหาร คุณพ่อปีโออธิบายว่า: 
“อย่ากังวลไปเลย พ่อกำลังพูดคุยกับวิญญาณบางคนระหว่างที่พวกเขาเดินทางจากไฟชำระไปยังสวรรค์ พวกเขามาเพื่อขอบคุณพ่อที่พ่อยังจำพวกเขาได้ในวันนี้ในพิธีมิสซา” 
**
 
Pasqualino น้องชายของ Nina Campanile เสียชีวิตในการต่อสู้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 1916 แม่ของเธอส่ง Nina พร้อมกับ Vittorina Ventrella ครูของเธอไปถาม คุณพ่อปีโอ ว่า Pasqualino ได้รับความรอดแล้วหรือไม่? 
“ใช่ เขารอดแล้ว แต่เขาต้องการคำภาวนาของลูก” 
เธอถามอีกครั้งในวันคริสต์มาสปี 1918 และคำตอบคือ: "เขาอยู่บนนั้น!" 
 **
 
Padre Vittore da Canosa น้องชายของ Carmela Marocchino เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 29 มกราคม 1958 คาร์เมลาถามคุณพ่อปีโอ ว่าทำไมเขาถึงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน 
“คุณรู้ไหมว่าพระเยซูทรงทำอะไรกับน้องชายของคุณ? พระเยซูเสด็จเข้าไปในสวน, และมีดอกไม้มากมาย, และมีดอกหนึ่งที่สวยมากกว่าดอกอื่นๆ 
พระองค์ทรงโน้มพระองค์เหนือดอกไม้ที่สวยงามที่สุดแล้วทรงเลือกมัน “เขาได้รับความรอดแล้วหรือไม่?” 
“ใช่, แต่เราต้องสวดภาวนาเพื่อเขา” 
 วันที่ 29 ก.ค
 
************************
 

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567

การนมัสการศีลมหาสนิท

 


ในขณะที่พระศาสนจักรเชื่อในการสถิตของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทตั้งแต่ยุคแรก,การนมัสการเคารพศีลมหาสนิทมีการพัฒนาขึ้นในภายหลัง
 
พระศาสนจักรคาทอลิกเชื่อมาตั้งแต่สมัยอัครสาวกว่าพระเยซูเจ้าทรงสถิตอยู่ในศีลมหาสนิทในพิธีมิสซา
 
อย่างไรก็ตาม, การแสดงความเคารพต่อศีลมหาสนิท,โดยที่แต่ละคนมาเฝ้าศีลมหาสนิทที่ถูกถวายด้วยความรัก,ยังไม่พัฒนาจนกระทั่งในเวลาต่อมา ในตอนแรก,ศีลมหาสนิทที่ถวายในพิธีมิสซาจะถูกรับและกินทันทีหรือนำไปให้กับผู้เจ็บป่วยและผู้ทุกข์ทรมานจากโรคภัย ตู้ศีลยังไม่ค่อยมีและมักประดิษฐานแยกออกจากตัวโบสถ์,ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับแสดงความศรัทธาเป็นส่วนบุคคล
 
ทุกอย่างเปลี่ยนไปในศตวรรษที่ 10 และ 11 เมื่อพระสงฆ์ในฝรั่งเศสปฏิเสธอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการสถิตย์ของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท
 
สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงจากพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 และหลังจากนั้น "การฟื้นฟูความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท" ก็เกิดขึ้นในฝรั่งเศส
 
คุณพ่อ จอห์น ฮาร์ดอนบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปในหนังสือ The History of Eucharistic Adoration:
 
ด้วยการแสดงความเชื่อนี้,พระศาสนจักรต่างๆในยุโรปได้เริ่มต้นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการฟื้นฟูความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท ได้มีการจัดขบวนแห่ศีลมหาสินท,การแสดงความเคารพต่อศีลมหาสนิทถูกกำหนดขึ้น อันได้แก่; สนับสนุนให้มีการเฝ้าศีลมหาสนิทที่ประทับอยู่ในรัศมี; ห้องพักของนักบวชในอารามมีหน้าต่างที่สามารถมองเข้าไปในโบสถ์เพื่อให้นักบวชได้เห็นและชื่นชมศีลมหาสนิทที่อยู่ในตู้ศีล บทเพลงของคาร์เมลไลท์ในสมัยแรกมีคำว่า "เพื่อความศรัทธาต่อพระผู้ประทับอยู่ในสถานศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง" ซึ่งหมายถึงการเก็บรักษาศีลมหาสนิทไว้ในตู้ศีล
 
การยกชูศีลมหาสนิทในพิธีมิสซา
 
การพัฒนาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือแนวทางปฏิบัติใหม่ในการยกชูศีลมหาสนิทขึ้นหลังจากพระสงฆ์กล่าวคำถวายแล้ว
 
ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรส่วนใหญ่,ในพิธีมิสซาละตินดั้งเดิม,พระสงฆ์จะหันหน้าไปทางแท่นบูชาและผู้ร่วมพิธีก็ทำเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่าเมื่อพระสงฆ์กำลังสวดบทภาวนาเสกศีลมหาสนิท,ผู้ร่วมพิธีจะไม่เห็นศีลมหาสนิทและจอกกาลิกษ์
 
ในตอนแรกสิ่งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาใดๆแก่ประชาชน แต่เมื่อถึงศตวรรษที่ 13,นักบุญจำนวนมากมองหาวิธีที่จะทำให้ความศรัทธาในศีลมหาสนิทของประชาชนลึกซึ้งยิ่งขึ้น
 
สารานุกรมคาทอลิกอธิบายว่าการพัฒนานี้เริ่มแพร่กระจายได้อย่างไร:
 
ที่ปารีส,การชูศีลมหาสนิทขึ้นกลายเป็นเรื่องของพระสังฆราชที่จะเป็นผู้กระทำ,ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนปี 1200 การกระทำนี้ได้รับการยกย่องว่าผู้คนจะได้รับบุญกุศลมากในการเฝ้าดูและสดุดีสรรเสริญพระวรกายของพระเยซูเจ้า ด้วยวิธีนี้,แม้ก่อนกลางศตวรรษที่ 13, ก็มีการแพร่กระจายคำสัญญาทุกประเภทเกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่บุคคลจะได้รับ, บุคคลผู้ซึ่งได้เห็นพระวรกายขององค์พระคริสต์ในวันใดก็ตาม 
 
พิธีสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า(Corpus Christi) ได้เสริมสร้างความศรัทธาต่อพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท และดำเนินต่อเนื่องมาในพิธีกรรมโรมันของพระศาสนจักรคาทอลิก
 
************************