วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชาติพันธ์ต่างๆของมนุษย์มาจากไหน?

บรรยายโดย Ken Ham จาก Creation Museum :
สวัสดีครับทุกท่าน พระเป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์อย่างไรเมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ชายหญิง คู่แรก ทำไมมนุษย์จึงแบ่งเป็นชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย และชาติพันธุ์นั้นมีอยู่จริงหรือ? เราจะมาหาคำตอบในเรื่องนี้ด้วยกัน
คำถาม : ชาติพันธุ์มนุษย์มีจำนวนเท่าไรในโลกปัจจุบันนี้?
           a. 1
           b. 6
           c. 8
          d. มากกว่า 10
          e. มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย

ผมเคยถามหลายคนด้วยคำถามนี้ และพวกเขาตอบว่า มนุษย์มีชาติพันธ์อยู่มากมาย ก่อนจะตอบคำถามนี้ผมขอยกคำพูดของ C. Loring Brace นักมนุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งกล่าวไว้เมื่อปี 1995 ว่า
"ชาติพันธุ์ เป็นโครงสร้างทางสังคมซึ่งเกิดจากสภาวะของการพัฒนาการจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และมันไม่เกี่ยวข้องกับความจริงทางชีววิทยาขั้นพื้นฐาน"
สำหรับคำตอบของคำถามข้างต้นก็คือ ข้อ a มีเพียง 1 ชาติพันธุ์มนุษย์ นั่นคือ Homosapian ซึ่งตรงกับพระคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นชายคนหนึ่งและหญิงเพียงคนเดียว ดังนั้นพระเยซูคริสต์ซึ่งทรงถูกเรียกว่าอาดัมคนสุดท้ายจึงทรงสิ้นพระชนม์เพื่อลูกหลานของอาดัมและเอวาเท่านั้น มีเรื่องน่าเศร้าเรื่องหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยคริสเตียนผู้หนึ่งเคยพูดกับผมว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างชาติพันธ์ของอาดัมและชาติพันธ์ของเอวาด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะอธิบายเรื่องชาติพันธ์ต่างๆของมนุษย์ได้อย่างไร? และนั่นไม่ตรงกับที่พระคัมภีร์ได้บอกเรา ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างชาติพันธุ์ของผู้ชาย และชาติพันธุ์ของผู้หญิง พระองค์ทรงสร้างชาติพันธุ์เดียวเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงสร้างหญิงมาจากชาย นั่นคือทรงสร้างเอวามาจากอาดัม และมีคำถามที่น่าสนใจมากอีกคำถามหนึ่งที่หลายคนอาจเคยสงสัยมาก่อนว่า กาอินได้ภรรยามาจากไหน? Where Cain get his wife? ผมพบว่ามีคริสตชนหลายคนในปัจจุบันที่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ และเขาคิดว่าในศาสนจักรไม่เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้เลย ในรายการโทรทัศน์ที่สร้างโดย Carl Sagan พีธีกรในรายการได้ไปที่โรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์แห่งหนึ่งและถามคำถามนี้ "กาอินได้ภรรยามาจากไหน ในเมื่อแรกเริ่มนั้นมีเพียงชายคนเดียวและหญิงคนเดียว" ปรากฏว่าไม่มีใครที่โรงเรียนสอนศาสนาที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ และคุณรู้ไหม ทำไมคนที่ไม่ใช่คริสตชนจึงตั้งคำถามนี้ ก็เพราะเขาคิดว่าไม่มีคำตอบนั่นเอง และมันก็ทำให้คิดไปได้ว่า เมื่อเริ่มแรกไม่ได้มีผู้ชายดนเดียวและผู้หญิงคนเดียว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะเชื่อพระคัมภีร์ไปทำไมล่ะ ความจริงแล้วคำถามที่ว่า "กาอินได้ภรรยามาจากไหน?" เป็นคำถามธรรมดาที่ตอบได้ง่ายมาก และคำตอบก็มีอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลนั่นเอง
มีคำถามหนึ่งซึ่งผมขอถามพวกคุณก่อน
เราสามารถแต่งงานกับญาติพี่น้องของเราได้ไหม?
a. ได้
b. ไม่ได้
c. บางทีอาจจะได้
d. ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน

 เมื่อผมถามบางคนด้วยคำถามนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาตอบว่า ไม่ได้ และผมบอกพวกเขาว่า อันที่จริงแล้ว เมื่อคุณแต่งงานกับใครสักคน คุณได้แต่งงานกับญาติของคุณนั่นแหละ เพราะคุณแต่งงานกับมนุษย์ คุณไม่ได้แต่งงานกับชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ใช่ไหม มันไม่ผิดอะไรที่คุณจะแต่งงานกับญาติของคุณ แต่ปัญหาที่แท้จริงก็คือ มันผิดไหมที่คุณจะแต่งงานกับญาติที่ใกล้ชิดกันทางสายเลือด เช่น พี่น้องหรือหลาน ในพระคัมภีร์ไบเบิล โครินทร์ 15:45 บอกเราไว้ดังนี้
"ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า อาดัม มนุษย์คนแรก ถูกสร้างขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิต อาดัมคนสุดท้ายเป็นจิตซึ่งประทานชีวิต สิ่งที่มาก่อนมิใช่กายที่มีจิตเป็นชีวิต แต่เป็นกายตามธรรมชาติ ภายหลังจึงเป็นกายที่มีจิตเป็นชีวิต มนุษย์คนแรกมาจากดิน มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ มนุษย์ดินคนนั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินตนอื่นๆก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์คนนั้นเป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์คนอื่นๆก็เป็นอย่างนั้น"
และในปฐมกาล 3:20 "อาดัมเรียกภรรยาของตนว่า เอวา เพราะนางเป็นมารดาของมนุษย์ทั้งปวง"
สรุปก็คือพระคัมภีร์ยืนยันว่า มนุษย์เริ่มต้นจาก ชายคนเดียวและหญิงคนเดียว ดังนั้นมนุษย์จึงมีสายเลือดเดียว เป็นชาติพันธุ์เดียว แล้วกาอินได้ภรรยามาจากไหนล่ะ? ในพระคัมภีร์ปฐมกาล 5:4 เขียนไว้ว่า
"เมื่ออาดัมอยู่มาได้ 130 ปี เขามีบุตรชายชื่อ เสท ตั้งแต่อาดัมมีบุตรคือเสทแล้วก็มีอายุอีก 800 ปี มีบุตรชายและบุตรสาวอีกมากมาย"
อาดัมจึงมีทั้ง ลูกชาย และ ลูกสาว เพราะฉะนั้น กาอินได้ภรรยาจากที่ไหน คำตอบคือ จากน้องสาวคนหนึ่งของเขานั่นเอง ครั้งหนึ่งผมไปสัมนาที่จัดขึ้นในภัตราคารแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน พ่อครัวที่นั่นได้ถามผมว่า "คุณเชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิลหรือเปล่า?" ผมตอบเขาว่า "ใช่ ผมเชื่อ" "แล้วกาอินได้ภรรยามาจากไหนล่ะ?" เขาถาม ผมได้อ้างพระคัมภีร์ที่กล่าวมาแล้ว "อาดัมมีทั้งลูกชายและลูกสาว" เขาพูดว่า "เออ ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย" ความจริงแล้วการแต่งงานกับญาติสนิทที่ใกล้ชิดกันนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับมนุษย์ในสมัยเริ่มแรก จนกระทั่งถึงสมัยของโมเสส พระเป็นเจ้าจึงได้ทรงตั้งกฏบัญญัติห้ามเอาไว้ ในเลวีนิติ 18:6 ซึ่งเป็นข้อห้ามเกี่ยวกับการร่วมประเวณีได้เขียนไว้อย่างละเอียด
"อย่าร่วมประเวณีกับญาติพี่น้องคนใดของเจ้า......เราเป็นพระเจ้าของเจ้า"
คงมีคนเริ่มสงสัยแล้วว่า ถ้าสมัยเริ่มแรกมนุษย์สามารถแต่งงานกับญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดได้ เหตุใดสมัยนี้เราจึงไม่สามารถแต่งงานกับญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกันทางสายเลือด ผมอยากตอบโดยใช้คำนี้ว่า "Think Poodle" (ดูสุนัขพูเดิ้ลเป็นตัวอย่าง) ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้ นั่นก็เพราะว่า พูเดิ้ลเป็นสุนัขที่มีความผิดปกติ เรื่องนี้อธิบายตามหลักพันธุศาสตร์ได้ว่า เมื่อเริ่มมีการแต่งงานในญาติสนิทไปเรื่อยๆหลายๆรุ่น จะทำให้ยีนส์ที่ซ่อนลักษณะอ่อนแอหรือไม่ดีถูกถ่ายทอดและแสดงออกมาในรุ่นต่อๆไป ดังนั้นทุกวันนี้เราจึงห้ามไม่ให้มีการแต่งงานกันในพี่น้องและญาติสนิท เมื่อพี่น้องแต่งงานกันเอง และเกิดรุ่นลูก ยีนส์ของลักษณะที่ผิดปกติที่มีอยู่ทั้งในชายและหญิงก็จะจับคู่กันและถ่ายทอดไปให้รุ่นลูก และลักษณะที่ผิดปกตินี้จะถูกถ่ายทอดและแสดงออกมาให้เห็นในรุ่นถัดมาถ้าหากมีการแต่งงานในพี่น้องและญาติสนิทอีก1 ให้เราย้อนกลับไปในสมัยปฐมกาลอีกครั้ง ในสมัยนั้น ก่อนที่จะมีบาปกำเนิด มนุษย์คนแรกมียีนส์ที่ผิดปกติหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่มี2 ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไรที่มนุษย์สมัยนั้นจะแต่งงานกันเองในหมู่พี่น้อง เห็นไหมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆที่สามารถทำความเข้าใจได้
ผมจะขออธิบายในเรื่องต่อไป ผมได้พบบทความหนึ่งในอินเตอร์เน็ต เป็นบทความของ ABC News web site เขียนว่า
" In the field of genetics, reserchers have concluded that the genetic differences between so-called races account for 0.012 percent of human biological variation" Science page ABC News web site,"We ' re all the same" 9/10/98
"ตามหลักพันธุศาสตร์ นักวิจัยได้สรุปว่า ในแง่ของความแปรผันทางชีววิทยาของมนุษย์ ความแตกต่างของมนุษย์ในระหว่างชาติพันธุ์คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เพียง 0.012 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น "
นั่นอธิบายว่าอย่างไร นั่นหมายความว่า ประชาชนทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนดูเหมือนแตกต่างกันจนคุณพูดว่าคนเรานั้นช่างแตกต่างกันมากเหลือเกิน แต่ความแตกต่างเหล่านั้นมีนัยสำคัญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เรามองว่ามันแตกต่างกันมากก็เพราะเราถูกสั่งสอนกันมาอย่างนั้น แต่ในทางชีววิทยาแล้วเราแทบไม่แตกต่างกันเลย เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจที่เราแบ่งแยกชาติพันธุ์มนุษย์ออกเป็นลักษณะต่างๆหลายแบบ ดังเช่นข้างล่างนี้ 

กลุ่มชาติพันธ์หลัก
คอเคซัส= ชาวยุโรป ผิวขาว
มองโกลอยด์= ชาวจีน อเมริกันอินเดียน
นิโกร=ชาวอัฟริกัน ผิวดำ
ออสเตรลอยด์=ชาวออสเตรเลีย  อาบอริจีน

   นี่เป็นความเข้าใจผิดที่น่าเศร้าใจจริงๆ ความเข้าใจผิดนี้มีสาเหตุมาจากทัศนะคติที่ไม่ถูกต้องของทฤษฏีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ทำให้เรื่องนี้เป็นโศกนาตกรรมของประวัติศาสตร์มนุษยชาติไป คุณจะเห็นว่าการจัดแบ่งชาติพันธุ์มนุษย์ออกเป็นลักษณะที่แตกต่างกันตามข้างบนนี้ ถือเอาลักษณะบางประการของคนเป็นหลัก เช่น สีของ ผิว รูปร่างของตา เป็นต้น แต่วิทยาศาสตร์ค้นพบว่าในคนสองคน ลักษณะทางพันธุกรรมมีความแตกต่างกันเพียง 0.2 % เท่านั้น และความแตกต่างของสีผิวนั้น ก็มีเพียง   
6 % จากใน 0.2 % นั้น ซึ่งก็เท่ากับ 0.012 % ซึ่งแทบไม่ได้แตกต่างกันเลย ดังนั้นความแตกต่างทางพันธุกรรมจึงไม่มีนัยสำคัญเลย

ลองพิจารณาความแตกต่างทางสีผิวตามในรูป คนผิวสีขาว สีดำ มีความแตกต่างกันหรือ ไม่เลย แต่เพราะเราถูกสั่งสอนมาให้เชื่อว่าสีผิวเป็นความแตกต่าง
มาลองดูสีผิวที่เหมือนกันบ้าง สีผิวขึ้นอยู่กับรงควัตถุ(pigment) ที่เรียกว่า เมลานิน คนเราอาจมีเมลานินสีน้ำตาล สีฟ้า ฯลฯ ถ้าคุณมีเมลานินสีน้ำตาลมากคุณก็มีผิวสีเข้ม ถ้ามีเมลานินสีฟ้ามากคุณก็มีผิวสีอ่อน อัตราส่วนของคนทั่วโลกจะมีสีกลางๆ ไม่เข้มหรือซีดเกินไป
เมื่อเราพูดถึงเรื่อง การคัดสรรตามธรรมชาติ เราจะหมายถึงการพูดถึง ยีนส์ ซึ่งเราใช้ตัวอักษร A B a b แทนยีนส์บอกลักษณะต่างๆ การจัดรูปแบบของยีนส์ที่ทำให้เกิดสีผิวต่างๆนั้นเป็นเรื่องสลับซับซ้อน แต่พูดให้เข้าใจง่ายๆคือมี ยีนส์ 6 ตัวที่เป็นตัวควบคุมสีผิวซึ่งอยู่ในเมลานิน

A หมายถึงมีเมลานินมาก
B หมายถึงมีเมลานินมาก

a หมายถึงมีเมลานินน้อย
b หมายถึงมีเมลานินน้อย

ตามในรูป ถ้ายีนส์เป็น AABB นั่นหมายความว่าคุณมีเมลานินมาก คุณก็จะมีผิวสีดำ
            ถ้ายีนส์เป็น aabb นั่นหมายความว่าคุณมีเมลานินน้อยมาก คุณก็จะมีผิวสีขาว
ถ้ายีนส์เป็น AaBb นั่นหมายความว่าคุณมีเมลานินปานกลาง คุณก็จะมีผิวสีกลางๆไม่อ่อนหรือแก่เกินไป คนเรามีสีผิวที่แตกต่างกันด้วยเหตุผลนี้
แม้แต่ในคู่แฝดก็อาจมีสีผิวต่างกันได้ มีคู่แฝดในอังกฤษคู่หนึ่งที่คนหนึ่งมีสีผิวเข้มมาก และอีกคนมีสีผิวขาวมาก ทำให้คนทั่วไปที่ได้เห็นสงสัยว่า เด็กสองคนนี้มีพ่อหรือแม่คนเดียวกันหรือไม่? คนที่มีความสงสัยเช่นนั้นเป็นเพราะเขาไม่รู้และไม่เข้าใจในเรื่องหลักของพันธุกรรม ถ้าคนเหล่านั้นมีความเข้าใจในเรื่องพันธุกรรมแล้ว เขาก็จะไม่สงสัยแบบนี้แน่
เมื่อมนุษย์มีจำนวนทวีขึ้นมาก การผสมผสานของยีนส์ก็มีมากขึ้น ตัวอย่างจากในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ เรื่องหอบาเบล เมื่อพระเป็นเจ้าทำให้มนุษย์มีภาษาที่แตกต่างกัน คนเหล่านั้นก็แยกย้ายกันไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก เมื่อเริ่มต้นจากคนที่มียีนส์ AB มาจับคู่กับยีนส์ AB จะได้รุ่นลูกเป็น AABB ซึ่งมีผิวสีดำ ต่อมาก็เกิดมีการจับคู่กับยีนส์ ab รุ่นถัดมาหลายรุ่นก็จะมีบางส่วนที่เป็น AaBb ซึ่งจะมีสีผิวจางลง และที่สุดจะได้เป็น aabb สีผิวก็จะกลายเป็นสีขาว สีผิวจะค่อยๆจางลงตามในรูปที่แสดงไว้
      









ในเรื่องที่เกี่ยวกับรูปร่างของดวงตาก็เช่นเดียวกัน ดวงตาเล็กหรือใหญ่ ก็ขึ้นกับการม้วนตัวของเปลือกตามากหรือน้อย ซึ่งเป็นไปตามหลักพันธุกรรม แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีนัยสำคัญในทางพันธุศาสตร์แต่อย่างใด
จาก ABC News Science page กล่าวไว้ดังนี้

"What the fact show is that there are differences among us , but they stem from culture, not race."

"ความจริงได้ปรากฏแล้วว่ามีความแตกต่างกันในระหว่างพวกเรา แต่ความแตกต่างนั้นเนื่องมาจากวัฒนธรรม ไม่ใช่ชาติพันธ์"

นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญมากที่ควรทำความเข้าใจ เพราะนักทฤษฏีวิวัฒนาการวิทยาบอกว่าความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตนั้นมาจากการวิวัฒนาการ แต่อันที่จริงความแตกต่างมีที่มาจากวัฒนธรรมซึ่งเกิดจากการที่ประชากรได้พัฒนาทัศนะคติของความหลากหลายขึ้นมาโดยใช้เวลาหลายๆปี
และตามที่นักโภชนาการเคยบอกไว้ว่าความแตกต่างของอาหารนั้นมาจากสูตรอาหารที่มีการแปรเปลี่ยนไป วัตถุดิบชนิดเดียวกันอาจทำเค็กได้หลายแบบแล้วแต่สูตรที่แตกต่างกัน ดังเช่นรูปที่แสดงไว้นี้ จากสูตรพื้นฐานเดียวกันในการทำเค็ก อาจมีการเปลี่ยนแปลงสูตรไปบ้างเล็กน้อย ทำให้เราได้เค็กหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตามขนมทุกชิ้นก็ยังเป็นเค็กอยู่นั่นเอง

 ในทำนองเดียวกัน สูตรของ DNA ก็เริ่มต้นจากพื้นฐานเดียวกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสูตรไปบ้างเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ความผันแปร (variation) ก็ทำให้เกิดมนุษย์ซึ่งแตกต่างกันไป แต่พวกเราก็คือ มนุษย์ Homosapian ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมเพียง 0.2 % เท่านั้น และถือได้ว่าไม่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด
          มีเรื่องที่น่าคิดอีกเรื่องหนึ่ง เราได้รับการสอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยว่า มนุษย์มีพัฒนาการเป็นยุคต่างๆ เช่นยุคหิน ยุคบรอนส์ ยุคเหล็ก เป็นต้น ผมอยากถามพวกคุณว่า คุณเชื่อเรื่องมนุษย์ถ้ำหรือไม่? ยังคงมีมนุษย์ถ้ำอยู่ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณไปที่ออสเตรเลีย มีสถานที่บางแห่งในออสเตรเลียที่ซึ่งอากาศร้อนมาก และคนเราต้องหลบไปอาศัยอยู่ใต้ดินหรือในถ้ำ สิ่งที่ผมอยากอธิบายก็คือ ในพระคัมภีรไบเบิลพูดถึง หอบาเบล เมื่อมนุษย์ซึ่งมีความแตกต่างกัน(ทางภาษา) กระจัดกระจายกันไปในทิศทางต่างๆ ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาบางคนอาจอาศัยอยู่ในถ้ำ บางคนอาจมีความสามารถก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้และเขาก็อาศัยในอาคารบ้านเรือน ถ้าสมมุติว่าผมเป็นมนุษย์ยุคนั้น และพี่ชายของผมสามารถก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสร้างเป็นเมืองขึ้นมา เขาก็อาศัยอยู่ในเมืองนั้น ส่วนผมอาจไปอาศัยอยู่ในถ้ำอยู่ข้างๆเมืองนั้นก็ได้ เพราะผมไม่รู้วิธีที่จะขุดเอาโลหะจากดินขึ้นมาหลอมให้เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ผมก็ยังคงใช้หินเป็นเครื่องมืออยู่ คนในยุคนี้ก็ถูกเรียกว่า มนุษย์ยุคหิน ต่อมาผมอาจไปหาพี่ชายที่อยู่เมืองข้างๆและบอกเขาว่า ขอแร่เหล็กหน่อยเถอะและบอกวิธีทำเครื่องมือให้หน่อย แล้วผมก็เริ่มไปทำเครื่องมือเหล็กของตัวเองได้ ประวัติศาสตร์ก็เป็นไปในทำนองนี้ไม่ใช่หรือ เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิล ก็จะช่วยให้เรามองในลักษณะทำนองนี้ต่อมนุษย์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เราจะมองมนุษย์ยุคหินในมุมมองที่ถูกต้องไม่ใช่ตามแบบที่ทฤษฏีวิวัฒนาการซึ่งนำเสนอว่า มนุษย์ยุคนั้นเป็นมนุษย์ที่โง่เขลา ไม่ใช่เช่นนั้นเลย

บางคนเคยพูดกับผมว่า มนุษย์ยุคแรกก่อนพระคัมภีร์เป็นคนโง่เขลา ไม่มีสติปัญญาเหมือนพวกเราในสมัยนี้ ผมบอกเขาในฐานะคริสตชนว่า มนุษย์ยุคนั้นอาจมีสติปัญญามากกว่าที่คุณคิดนะ รู้ไหม เมื่อพระเป็นเจ้าสร้างอาดัมและเอวานั้น พวกเขามีความเฉลียวฉลาด มีภาษาที่ใช้ในการสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์แล้ว มีมันสมองที่มีสติปัญญา ในพระคัมภีร์ยังบอกว่า มนุษย์บางคนเป็นนักดนตรี บางคนเป็นช่างเหล็ก เมื่อคุณศึกษาพระคัมภีรไบเบิล คุณจะมองสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น และผมเชิญชวนให้คุณใช้แว่นตาของพระคัมภีร์ในการมองดูสิ่งต่างๆด้วยมุมมองของพระคัมภีร์สำหรับเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลก และประยุกต์วิธีการนี้สำหรับเหตุการณ์ทุกอย่างด้วย

คุณรู้ไหมว่า ชนหลายกลุ่มในโลกต่างก็มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ฟังคล้ายๆกับเรื่องราวในปฐมกาล เช่นเรื่องที่คล้ายกับเรื่องของโนอา เรื่องของน้ำท่วมโลก และเรื่องเหล่านี้ก็นำไปสู่เรื่องของมนุษย์คู่แรก ดังนั้นมนุษย์ทุกคนก็เป็นญาติพี่น้องกัน คุณกับผมและทุกๆคนต่างก็สืบเชื้อสายมาจากอาดัม และนั่นเข้ากันได้กับประวัติศาสตร์โลก

          
        เอาล่ะ เรามาดูรูปภาพที่แสดงเป็นบล็อกอยู่สองด้าน พวกคุณก็จะเข้าใจได้ว่า เมื่อมีรากฐานเป็นจุดเริ่มต้นจากพระวาจาของพระเจ้า ได้ก่อให้เกิดมนุษย์ชาติพันธุ์เดียวเท่านั้น และทำให้คุณเข้าใจต่อไปว่าการแต่งงานมีความหมายอย่างไร มาตรฐานของความดีความชั่ว ความถูกความผิด และที่สุดคุณก็ได้รู้ถึงความหมายของชีวิต
แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจาก ทฤษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งบอกว่าวิวัฒนาการทำให้เกิดความก้าวหน้าต่างเช่นมี แบ่งแยกมนุษย์เป็นหลายชาติพันธุ์ เกิดปัญหาการรักร่วมเพศ ปัญหาการทำแท้ง และอื่นๆ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า มันจะมีท่าทีอย่างไรต่อพัฒนาการของชาติพันธุ์ตามที่ผมได้บรรยายไปแล้ว และต่อไปเราคงได้พูดกันถึงคำตอบที่แท้จริงของชาติพันธุ์มนุษย์ ซึ่งคำตอบที่แท้จริงก็คือชาติพันธ์มนุษย์มีจุดเริ่มต้นจากพระวาจาของพระเป็นเจ้า

          

 สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นว่ามันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็คือ การล่มสลายของมุมมองต่อโลกของคริสตชนในเมื่อรากฐานของพระวาจาของพระเป็นเจ้าถูกถอดถอนออกไป ด้วยการแทนที่ของทฏษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากการวิวัฒนาการ ผลลัพท์ที่ได้คือ นักเรียนถูกสอนว่า ไม่มีพระเจ้า ไม่มีพระผู้สร้างมนุษย์หรือสัตว์ ไม่มีใครที่เป็นผู้ตัดสินความดีความชั่วความถูกความผิด ดังนั้นเรามนุษย์แต่ละคนคือผู้ตัดสิน ทุกคนจึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามความพอใจ ทำให้เราสับสนสงสัยว่า ทำไมผมไม่ทำสิ่งนี้ ทำไมผมไม่เหมือนคนอื่น และปัญหาอื่นๆก็ตามมา ด้วยเหตุนี้ผมจึงมักแสดงรูปภาพนี้บ่อยๆให้คนที่มาฟังการบรรยาย เป็นภาพของการสู้รบระหว่าง สองวัฒนาธรรม นั่นคือ ระหว่างวัฒนธรรมที่มีจุดเริ่มต้นจากทฤษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความวุ่นวายในโรงเรียน เกิดการแบ่งแยกชาติพันธุ์ เกิดปัญหาการทำแท้ง และอื่นๆ เพราะเป็นรากฐานที่บอกว่าไม่มีพระเจ้า ดังนั้นคุณสามารถทำทุกสิ่งได้ตามความพอใจของคุณ ไม่มีความถูกหรือความผิด นั่นคือคุณเป็นผู้ตัดสินความถูกความผิดด้วยตัวคุณเอง
           เมื่อคุณอยู่ในวัฒนธรรมที่มีจุดเริ่มต้นด้วยการเนรมิตสร้างจากพระวาจาของพระเป็นเจ้า สิ่งที่ตามมาคือรากฐานของความเชื่อของคริสตชนและบังเกิดระเบียบแบบแผนซึ่งเสริมสร้างมโนธรรมในจิตสำนึกของมนุษย์ แต่คุณก็เห็นแล้วว่าความเชื่อแบบคริสตชนนี้ล่มสลายไปในประเทศแถบตะวันตกในทุกวันนี้ สาเหตุก็เนื่องมาจากทฤษฏีวิวัฒนาการ ดังนั้นคนที่ฉลาดควรมีความเชื่อในพระคัมภีร์ซึ่งเท่ากับคุณเชื่อในประวัติศาสตร์ที่แท้จริง และจะช่วยให้ความถูกต้องไม่ล่มสลายไป มันยังช่วยกำจัดปัญหาการแตกแยกในครอบครัว ความวุ่นวายในโรงเรียน และการแบ่งแยกมนุษย์เป็นชาติพันธุ์ต่างๆ และอื่นๆ เพราะสาเหตุของสิ่งต่างๆเหล่านี้มาจากการทำลายที่จุดรากฐาน นั่นคือ เราได้ละทิ้งพระวาจาของพระเจ้า มาเชื่อในคำพูดของมนุษย์ การแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนรากฐานให้กลับมาเชื่อในพระวาจาของพระเป็นเจ้าแทน

สุดท้ายนี้ผมขอแนะนำหนังสือสองเล่ม
            **************************************************************************
1. ตัวอย่างของการแต่งงานในเครือญาติก็คือ ชาร์ล ดาร์วิน เจ้าของทฤษฏีวิวัฒนาการนั่นเอง ชาร์ล ดาร์วินแต่งงานกับ เอมม่า เว็ดจ์วูด ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ทั้งสองมีลูกทั้งหมด 10 คน แต่ลูก 2 คนแรกเสียชีวิตตั้งแต่เป็นทารก ลูกสาวชื่อ แอนนี่ เสียชีวิตเมื่ออายุ 10 ปี ดาร์วินเป็นพ่อที่ดูแลเอาใจใส่ลูกๆ แต่ลูกของเขาต่างก็มีสุขภาพไม่ดี เมื่อลูกทั้งหมดเจ็บป่วย ดาร์วินก็เริ่มสงสัยว่าอาจมีสาเหตุจากการแต่งงานในเครือญาติที่มีสายเลือดใกล้ชิด
2. เมื่อพระเป็นเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรสิ่งเหล่านั้นและทรงตรัสว่า ดีมาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น