วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อะไรคือรากเหง้าของบาปทั้งปวง ?


อะไรคือรากเหง้าของบาปทั้งปวง ?

จากผลงานนของนักบุญ โทมัส อไควนัสและคุณพ่อ Garrigou-Lagrange ได้ให้คำตอบแก่เราว่า รากเหง้าที่ลึกที่สุดของบาปทั้งปวงก็คือ "ความรักตัวเองมากเกินไป"  จากรากเหง้านี้จึงทำให้เกิดบาปอื่นตามมา รวมทั้งบาปกำเนิดของอาดัมและบาปของบรรดาเทวดาตกสวรรค์ทั้งหมดด้วย  ถึงแม้ว่าความผิดพลาดบางอย่างของเราอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับความรักในตนเองมากเกินไป  แต่การประจญล่อลวงในความผิดพลาดนั้นอาจมีสาเหตุจากเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

ซาตานล่อลวงอย่างไรเมื่อมันพูดกับเอวา  “แล้วเธอจะเป็นเหมือนพระเป็นเจ้า” (ปฐ. 3:5) ?  ส่วนลูซีเฟอร์และพรรคพวกของมันทั้งหมดก็เช่นเดียวกัน  จิตใจของพวกมันตกต่ำลง เพราะพวกมันมีความรักในตนเองมากเกินไป  เมื่อมันเป็นกบฏต่อพระเป็นเจ้า  และมันประกาศว่า “ข้าจะไม่รับใช้พระเจ้า”  อาดัมและเอวา ถึงแม้จะปราศจากบาปและจิตใจไม่ได้ตกต่ำลงเหมือนเทวดาตกสวรรค์เหล่านั้น  แต่เพราะมีความรักตัวเองมากกว่ารักพระเป็นเจ้า  ทำให้พวกเขาเลือกทำในสิ่งที่ผิดต่อคำสั่งของพระองค์  สภาพการณ์เช่นนี้ยังดำเนินอยู่ต่อไปสำหรับมนุษย์ทุกคน  เราต้องเลือกว่าจะรักพระเป็นเจ้าหรือรักตนเองมากกว่า

ขอสรุปด้วยคำพูดของคุณพ่อ Garrigou-Lagrange  ท่านเริ่มต้นด้วยวาจาจากพระคัมภีร์ “เพราะความรักตัวเองมากเกินไป  ซึ่งเป็นรากเหง้าของบาปทุกชนิด จึงก่อให้เกิดตัณหา (ความลุ่มหลงมัวเมา) สามชนิด  ซึ่งนักบุญยอห์นได้อ้างถึงเมื่อท่านกล่าวว่า “เหตุว่าตัณหาทุกชนิดในโลกมีต้นเหตุจาก  ตัณหาที่มาจากเนื้อหนัง  ตัณหาที่มาจากสายตา  และตัณหาจากความหยิ่งทะนงภูมิใจในสถานะ/ความสามารถ/ชีวิตของตนเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเป็นเจ้า  แต่มาจากโลก” (1 ยน. 2:16)

ตัณหาของเนื้อหนังเป็นความปรารถนามากเกินควรของอารมณ์ในทางร่างกาย ซึ่งเป็นการหาความสุขความพอใจทางเนื้อหนังเพิ่อตนเองและคนบางกลุ่ม (เป็นทั้งความโลภและความลุ่มหลง)...ความมักมากฝ่ายร่างกายนี้จึงได้กลายเป็นความลุ่มหลงมัวเมาของจิตใจ

ตัณหาของสายตาเป็นความปรารถนามากเกินควรและมีความพึงพอใจในสิ่งที่ได้เห็น  นั่นคือการชอบมองดูความฟุ้งเฟ้อ  ความร่ำรวย  ทรัพย์สินเงินทอง...จากสิ่งนี้ทำให้เกิดความโลภในจิตใจ  ผู้มีความโลภบูชาทรัพย์สินเงินทองเป็นพระเจ้าของเขา  เขาเทิดทูนมันและยอมทำทุกอย่างเพื่อมัน  ด้วยพละกำลังทั้งหมดของเขา  เวลาทั้งหมดของเขา  ยอมเสียสละแม้แต่ครอบครัว  และบางครั้งก็ยอมเสียสละแม้แต่ชีวิตนิรันดรของเขา...

ความหยิ่งทะนงและภาคภูมิใจในสถานะ/ความสามารถและชีวิตของตนเอง  เป็นการรักตัวเองมากเกินไปในความดีเลิศบางอย่างของตนเอง...(จากสิ่งนี้ทำให้เกิดความหยิ่งจองหอง  ความโกรธ  ความอิจฉาริษยา  และความเกียจคร้าน)  ผู้ที่หยิ่งทะนงและภาคภูมิใจในชีวิต บูชาตนเองเป็นพระเจ้า  เหมือนที่ลูซีเฟอร์ได้กระทำ

ความรักตัวเองมากเกินไปนำไปสู่ความตาย  ดังที่องค์พระผู้ไถ่ตรัสไว้ “ผู้ที่รักชีวิตของตน จะสูญเสียชีวิตไป  แต่ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนในโลกนี้  จะรักษาชีวิตนิรันดรของตนเองไว้ (ยน. 12:25)....มีเพียงความรักที่ยิ่งใหญ่  นั่นคือความรักในพระเป็นเจ้าเท่านั้น ที่สามารถพิชิตความรักตัวเองได้ (Lagrange, The Three Ages of the Interior Life (Tan Publications) Vol 1: 300-301, 368-370)

น.โทมัส กล่าวว่า “บาปทั้งหลายเกิดมาจากความรักตัวเองมากเกินไป  มันเป็นอุปสรรคต่อการที่จะรักพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งใด  มันล่อลวงทำให้เราหันหลังให้กับพระองค์” (Summa Theologica I, IIae, q. 77 a. 4; et 84, a. 4).

บาปทุกชนิดมาจากความปรารถนาในบางสิ่งเพื่อตนเองมากเกินไป  และความปรารถนานั้นมาจากการที่เขารักตัวเองมากเกินไป  เพราะผู้ที่ปรารถนาในบางสิ่งเพื่อตัวเองก็เป็นความรักในตนเอง  เพราะฉะนั้น นี่เป็นหลักฐานว่า  ความรักตัวเองมากเกินไปเป็นต้นเหตุของบาปทั้งปวง (Summa Theologica 77.4 respondeo).

ต่อข้อโต้แย้งในคำพูดที่กล่าวว่า “ความรักในเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกอย่าง”(1 ทม. 6:10) น.โทมัสตอบว่า

ที่กล่าวว่า ความปรารถนาในเงินทองเป็นรากเหง้าของบาปนั้น  ใช่ว่าเศรษฐีทุกคนจะแสวงหาเงินทองเพื่อตัวของเขาเอง  แต่เป็นเพราะพวกเขาแสวงหาเพื่อใช้ประโยชน์จากมัน  และด้วยเหตุที่สิ่งของจำเป็นทั่วๆไปนั้นเป็นที่ปรารถนามากกว่าสิ่งของที่ไม่จำเป็น  พวกเขาจึงใช้เงินทองเพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็นมากกว่าสิ่งของที่ไม่จำเป็น (Summa Theologica I, IIae, 84, 1 ad 2).

นั่นคือความปรารถนาใน “เงินทอง” เป็นความปรารถนาที่มิใช่เพื่อตนเองโดยตรง  แต่เงินทองเป็นสิ่งที่ใช้บำรุงบำเรอความรักในตนเองมากเกินไป  ดังนั้น ความรักในตนเองมากเกินไปจึงเป็นรากเหง้าที่ลึกมากกว่าความรักในเงินทอง  ความปรารถนาในเงินทองเป็นเพียงสิ่งอำนวยประโยชน์และมีต้นกำเนิดมาจากความรักตัวเองมากเกินไป

น.โทมัสอธิบายต่อไปถึงเหตุผลที่บาปกำเนิดมีรากเหง้ามาจากความรักในตนเองมากเกินไป

1 ความหยิ่งจองหอง – เรารักและภาคภูมใจในความดีเลิศของตนเองมากกว่าความดีเลิศของพระเป็นเจ้า  หรือความดีเลิศของผู้อื่น

2 ความตะกละ – เรารักในสิ่งของมากเกินไปและไม่มีที่สิ้นสุด  มีสาเหตุมากจากความรักในตนเองมากเกินไปและต้องการสิ่งของต่างๆเพื่อตนเอง

3 ความลุ่มหลง (อุลามก) – เรารักตัวเราเองมากเกินไปและปรารถนาที่บำเรอตนเองให้มีความสุขความพึงพอใจ   เราปรารถนาให้ผู้อื่นมาบำเรอความพึงพอใจให้แก่เรา  มากยิ่งกว่าที่จะรักผู้อื่นและทำความดีเพื่อผู้อื่น

4 ความโกรธ – การที่เรารักตัวเราเองมากเกินไปเป็นสาเหตุให้เราไม่เคารพนับถือคนอื่น (รวมทั้งพระเป็นเจ้าด้วย) เราโกรธโมโหและเก็บความแค้นเคืองเอาไว้ในใจและทำสิ่งที่ผิดต่อความยุติธรรมต่อผู้อื่น

5 โลภอาหาร – ความรักตัวเองมากเกินไปทำให้เราแสวงหาความพอใจเพื่อตนเองในอาหารและเครื่องดื่มโดยไม่ใส่ใจในสุขภาพของตนเอง  ทำให้เราลุ่มหลงในสิ่งของของโลกไม่ให้ความเคารพต่อพระเป็นเจ้าหรือผู้อื่น

6 ความอิจฉาริษยา – ความรักตัวเองและเห็นแก่ตัวทำให้เราอิจฉาในความดีของผู้อื่น  เพราะเราต้องการให้ผู้อื่นมาสรรเสริญยกย่องเรา

7 ความเกียจคร้าน – ความรักตัวเองมากเกินไป  ทำให้เราคิดว่าพระเป็นเจ้ามาทำให้ชีวิตของเรายุ่งยาก  มารบกวนเวลาของเรา  รบกวนความคิดเห็นของเราและรบกวนความพึงพอใจของเรา  ดังนั้นเราจึงพยายามหลีกหนีแผนการณ์ของพระเป็นเจ้าที่ต้องการให้เรามีความสุขในนิรันดรภาพ

เราไม่อาจไปตำหนิปีศาจหรือโลกว่าเป็นสาเหตุแห่งการตกต่ำของเรา  แต่เป็นเพราะเรารักในตัวเองมากเกินไป  ทำให้ปีศาจและโลกสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของเราได้ง่าย

มีเพียงความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น  นั่นคือความรักของพระเป็นเจ้า  ที่สามารถเอาชนะความรักในตัวเราเองได้  ด้วยเหตุนี้พระบัญญัติของพระเป็นเจ้าจึงเริ่มต้นด้วย “ท่านจงรักพระเป็นเจ้าของท่านด้วยสิ้นสุดจิตใจของท่าน  ด้วยสิ้นสุดวิญญาณของท่านและด้วยสิ้นสุดสติปัญญาของท่าน  นี่เป็นบัญญัติประการแรกและสำคัญที่สุด  ส่วนบัญญัติประการที่สองก็คล้ายกันคือ จงรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนรักตัวเอง  คำสอนของประกาศกและกฎบัญญัติทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบัญญัติทั้งสองนี้ (มท. 22:37-40)


ปัญหาพื้นฐานที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่นั้นมิใช่ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม  หรือ การไม่ได้รับการศึกษา  หรือแม้แต่เรื่องความหิวโหย  เราพบว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงมีความเป็นอยู่ที่ดีก็มีความโลภ  ความเกลียดชัง  ความลุ่มหลงมัวเมา และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ  สิ่งเหล่านี้การศึกษาไม่ได้กำจัดให้หมดไป  รากเหง้าของบาปในมนุษย์แต่ละคนนั้นฝังรากลึกมาก  นี่คือสาเหตุพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายในโลก  มีแต่เปลวเพลิงแห่งความรักของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่จะเผาทำลายมันให้สูญสิ้นไป  และสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกนี้  พระองค์ไม่ได้มาเพียงเพื่อประคับประคองอาการไม่ให้เลวร้ายลงเนื่องจากโรคร้ายในหัวใจ  แต่พระองค์มาเพื่อกำจัดโรคร้ายให้หมดสิ้นไปจากหัวใจของมนุษย์

บทภาวนา

ข้าแต่พระบิดา  โปรดกำจัดรากเหง้าของบาปให้หมดไปจากหัวใจของลูก  และเติมเต็มหัวใจของลูกด้วยความรักของพระองค์  แล้วลูกจะสามารถต่อสู้กับปีศาจและความชั่วร้ายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกทุกวันนี้ได้

2 ความคิดเห็น:

  1. ตามอ่านอยู่นะครับ

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณพระเยซู
    กิเลส=สมุนกองทัพซาตานโลภ ปีศาจสงครามโกรธ
    ปีศาจหลงๆคอยซึมเข้าจิตใจมนุษย์

    ตอบลบ