วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2025 เทศกาลเตรียมรับเสด็จ 2

 

โดยคุณพ่อยอห์นชัยยะ กิจสวัสดิ์  
มัทธิว.3:1-12 
(1)ในครั้งนั้น ยอห์น ผู้ทำพิธีล้างมาประกาศสอนในถิ่นทุรกันดารแห่งยูเดีย (2)ยอห์น กล่าวว่า “จงกลับใจเถิดอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว” (3) ยอห์นผู้นี้คือผู้ที่ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวถึงว่า 
คนคนหนึ่งร้องตะโกนในถิ่นทุรกันดารว่า 
“จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า 
จงทำทางเดินของพระองค์ให้ตรงเถิด” 
(4)ยอห์นนุ่งห่มด้วยผ้าขนอูฐ มีสายหนังรัดเอว กินตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่าเป็นอาหาร (5)ประชาชนจากกรุงเยรูซาเล็ม จากทั่วแคว้นยูเดีย และจากทั่วเขตแม่น้ำจอร์แดนพากันไปพบเขา (6)รับพิธีล้างจากเขาในแม่น้ำจอร์แดนโดยสารภาพบาปของตน (7)เมื่อยอห์นเห็นชาวฟาริสีและสะดูสีหลายคนมารับพิธีล้าง จึงกล่าวว่า “เจ้าสัญชาติงูร้าย ผู้ใดแนะนำเจ้าให้หนีการลงโทษที่กำลังจะมาถึง (8)จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด (9)อย่าอวดอ้างเองว่า “เรามีอับราฮัมเป็นบิดา” ข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้ก้อนหินเหล่านี้กลายเป็นลูกของอับราฮัมได้ (10)บัดนี้ขวานกำลังจ่ออยู่ที่รากของต้นไม้แล้ว ต้นไม้ต้นใดที่ไม่เกิดผลดีจะถูกโค่นและโยนใส่ไฟ (11)ข้าพเจ้าใช้น้ำทำพิธีล้างให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้สำนึกผิดกลับใจ แต่ผู้ที่จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงอำนาจยิ่งกว่าข้าพเจ้า และข้าพเจ้าไม่สมควรแม้แต่จะถือรองเท้าของเขา เขาจะทำพิธีล้างให้ท่านเดชะพระจิตเจ้าและไฟ (12)เขากำลังถือพลั่วอยู่แล้ว จะชำระลานนวดข้าวให้สะอาด จะรวบรวมข้าวใส่ยุ้ง ส่วนฟางนั้นจะเผาทิ้งในไฟที่ไม่รู้ดับ”
******************
 
มีนิทานอีสปเรื่องหนึ่งเล่าว่า สุนัขป่าตัวหนึ่งไปเจอลูกแกะหลงฝูงตัวหนึ่ง แทนที่มันจะตะครุบลูกแกะกินทันที มันพยายามให้เหตุผลก่อนว่าทำไมมันจึงจะต้องกินลูกแกะ มันพูดว่า
 
“เอ็งนี่แหละสบประมาทข้าเมื่อปีที่แล้ว”
 
ลูกแกะตอบเสียงอ่อยๆ ว่า “ท่านครับ ตอนนั้นผมยังไม่เกิดเลยครับ”
 
สุนัขป่าหาเหตุใหม่ว่า “แต่เอ็งมาหากินในทุ่งหญ้าของข้า”
 
ลูกแกะตอบว่า “ท่านครับ ผมยังไม่เคยกินหญ้าเลยครับ”
 
สุนัขป่าหาเรื่องต่อว่า “ถ้างั้น เอ็งก็มากินน้ำในบ่อน้ำของข้า”
 
ลูกแกะอุทานว่า “ไม่ครับ เป็นไปไม่ได้ครับ จนถึงตอนนี้ผมยังดื่มแต่นมแม่อยู่เลย”
 
ลูกแกะพูดยังไม่ทันจบดี สุนัขป่าก็พูดสวนกลับว่า “ดีละ ถึงเอ็งจะลบล้างข้อกล่าวหาของข้าได้ทุกข้อ ข้าก็ไม่ยอมอดอาหารเย็นหรอก” ว่าแล้วก็ตะครุบลูกแกะกินทันที
 
พี่น้องครับ อีสปเล่านิทานเรื่องนี้ให้เรามนุษย์ฟัง ก็แปลว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างเรามนุษย์ด้วยกันเองเป็นเหมือนสุนัขป่ากับลูกแกะ และก็ไม่ใช่อีสปคนเดียวที่มองเช่นนี้ โธมัส ฮอบส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ ก็กล่าวทำนองเดียวกันในหนังสือชื่อ “เลวีอาธาน” ซึ่งออกมาในปี 1651 และกลายเป็นพื้นฐานของปรัชญาการเมืองตะวันตกว่า “มนุษย์เป็นเหมือนสุนัขป่าในท่ามกลางมนุษย์ด้วยกันเอง” และชาวแอฟริกันก็มีสุภาษิตว่า “ปลาเจริญเติบโตได้ก็โดยกินปลาตัวอื่น”
 
พี่น้องฟังแล้วอาจจะคิดว่ามันน่ากลัวเกินจริง แต่หากเราหันมามองดูสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างเรามนุษย์ด้วยกันเอง เราก็จะรู้สึกได้ว่ามนุษย์เราแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มคนที่กดขี่และกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ โดยเส้นแบ่งระหว่างคนสองกลุ่มนี้อาจจะเป็นเรื่องเพศ เรื่องเชื้อชาติ เรื่องฐานะทางสังคม หรือเรื่องความเชื่อทางศาสนาก็ได้
 
ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ประกาศกอิสยาห์จึงเปรียบความ สัมพันธ์ระหว่างเรามนุษย์ว่าเป็นเหมือนสุนัขป่ากับลูกแกะ เสือดาวกับลูกแพะ และลูกหมีกับลูกโค คือสุนัขป่าจะกินลูกแกะ เสือดาวจะกินลูกแพะ และลูกหมีจะกินลูกโค
 
แต่ข่าวดีก็คือ ประกาศกอิสยาห์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงสัตว์ที่กดขี่กับสัตว์ที่ถูกกดขี่เท่านั้น อิสยาห์ยังมีวิสัยทัศน์และทำนายด้วยว่า เมื่อพระเมสสิยาห์ซึ่งก็คือพระกุมารเยซูเสด็จมา “สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ เสือดาวจะนอนอยู่กับลูกแพะ ลูกโคและลูกสิงโตจะหากินอยู่ด้วยกัน เด็กคนหนึ่งก็ยังนำมันไปได้” (อสย 11:6)
 
หลายคนฟังแล้วคงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้นแหละ สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะได้อย่างไรกันเพราะมันเป็นธรรมชาติของสุนัขป่าที่จะต้องกินลูกแกะอยู่แล้ว”
 
ใช่ ตามธรรมชาติแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่สุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ และก็เป็นไปไม่ได้อีกเหมือนกันที่ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกันดังที่ประกาศกอิสยาห์ทำนายไว้ เว้นแต่ว่าเราจะมีการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติภายในของเราอย่างถึงรากถึงแก่น โดยอาศัยการกลับใจตามที่นักบุญยอห์นผู้ทำพิธีล้างบอกเราในพระวรสารวันนี้ว่า “จงกลับใจเถิด อาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว”
 
เมื่อเรากลับใจ พระเจ้าจะทรงประทานพระหรรษทานเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของเราอย่างถึงรากถึงแก่น ทำให้เรามีจิตใจใหม่ แล้วเราจะเป็นดังที่ประกาศกอิสยาห์บรรยายในบทอ่านที่หนึ่งว่า “แม่โคกับหมีจะหากินด้วยกัน ลูกของมันจะนอนอยู่ด้วยกัน สิงโตจะกินฟางเหมือนโคเพศผู้” (อสย 11:7)
 
พี่น้องดูสิครับ สัตว์ที่กินเนื้ออย่างสิงโตและหมีหันมากินหญ้าเหมือนโค ก็แปลว่าพวกมันยอมอดเนื้อ พวกมันยอมเปลี่ยนธรรมชาติของพวกมัน และโดยวิธีนี้แหละ สัตว์ที่ดุร้ายจึงสามารถเรียนรู้และยอมรับสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ว่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่าก็มีความเสมอภาคที่จะมีชีวิตและก็มีชีวิตอย่างดีด้วย ส่วนสัตว์ที่อ่อนแอกว่าก็จะเรียนรู้ที่จะวางใจสัตว์ที่ดุร้ายกว่าและพร้อมที่จะให้อภัยและลืมความรุนแรงทั้งหลายทั้งปวงที่พวกมันต้องทนทรมานตลอดมาในอดีต
 
พี่น้องครับ ขอให้สังเกตว่า ประกาศกอิสยาห์ไม่ได้บอกให้เรายอมทนหรือยอมทำใจแล้วก็จบกันไปเท่านั้น แต่พูดถึงสันติสุขที่ไม่เพียงไม่มีสงครามหรือการแตกแยกระหว่างกันเท่านั้น แต่เป็นสันติสุขที่ทุกคนดำเนินชีวิตปรองดองกันบนพื้นฐานของความยุติธรรม และบนพื้นฐานของการยอมรับซึ่งกันและกันว่าทุกคนต่างก็มีสิทธิที่จะมีชีวิตและก็มีชีวิตที่ดีด้วย
 
ต่อเมื่อสิงโตและสุนัขป่ายอมยกเลิกอภิสิทธิ์ของตนที่จะกินเนื้อแล้วหันมาเริ่มต้นกินหญ้าเหมือนวัวนั่นแหละ เราจึงจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน” แต่ตราบใดที่สัตว์บางตัวยังอ้างว่าตนมีสิทธิเหนือสัตว์ตัวอื่น ตราบนั้นก็จะไม่มีความยุติธรรมและสันติสุข
 
วันนี้เราจึงควรหันมาทบทวนตัวเราเองว่า เวลาเราติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราเคยคิดแต่ว่าเราต้องเป็นสิงโต คนอื่นต้องเป็นลูกแกะ เราต้องชนะ คนอื่นต้องแพ้ หรือไม่? แล้วมีทางไหมที่เราจะลดอภิสิทธิ์ของการเป็นสิงโตลงได้?
 
ขอให้เราฟังนักบุญเปาโลในบทอ่านที่สองวันนี้ว่า “ท่านจงยอมรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสตเจ้าทรงยอมรับท่าน” และไม่เพียงสอนเท่านั้น นักบุญเปาโลยังวอนขอพระเจ้าโปรดประทานความพากเพียรและการปลอบใจแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามแบบฉบับของพระเยซูเจ้าอีกด้วย
 
พี่น้องครับ โดยการยอมรับซึ่งกันและกันนี่แหละ คือการดำเนินชีวิตสมกับที่ได้กลับใจแล้วตามที่นักบุญยอห์นเรียกร้องเราในพระวรสารวันนี้ และยังเป็นการเตรียมตัวต้อนรับพระกุมารโอกาสเตรียมรับเสด็จที่ดีที่สุดอีกด้วย
 
***************************


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ความยากจนเป็นหนทางสู่สวรรค์

 

“ความมั่งคั่งของข้าพเจ้าอยู่ในคนยากจน” ปรีชาญาณของพระศาสนจักรกล่าวไว้ เพราะเมื่อเรามอบทรัพย์สินบางส่วนของเราให้กับผู้ที่ต้องการ เราก็มีส่วนร่วมในความยากจนทางจิตวิญญาณแห่งความไม่ยึดติด
 
“เลดี้แห่งความยากจน”ดังที่นักบุญฟรังซิสเรียก คือเจ้าสาวที่นักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเลือกสรร อันที่จริง ชาวคริสต์ทุกคนต้องปรารถนาความยากจนในรูปแบบที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตของเรา ในด้านชีวิตกระแสเรียก นี่คือคำปฏิญาณแรกในสามข้อของนักบวช และด้วยเหตุผลที่ดี
 
กระนั้นก็ดี ความยากจนทางวัตถุก็ไม่ได้ถูกบังคับหรือแม้แต่แนะนำให้คริสตชนทำ แต่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราปฏิบัติความยากจนทางวิญญาณมากกว่า ซึ่งก็คือการปลีกตัวออกจากสิ่งต่างๆ ของโลก เพื่อให้เรามีอิสระมากขึ้นในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า คือให้เราพึ่งพาพระเจ้า ไม่ใช่พึ่งพาตนเอง
 
เราต้องตระหนักว่าความยากจนเป็นความจริงอันถาวรของสังคมมนุษย์ ซึ่งระบบใดๆ ไม่ว่าจะได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพียงใด ก็ไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปได้ ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่บอกเราดังนี้: “ในแผ่นดินจะยังคงมีคนยากจนอยู่เสมอ ข้าพเจ้าจึงสั่งให้ท่านมีใจเอื้อเฟื้อต่อพี่น้องที่ยากจนและขัดสนในแผ่นดินของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11) “ท่านจะมีคนยากจนอยู่กับท่านเสมอ แต่ท่านจะไม่มีเราอยู่กับท่านเสมอไป” (มัทธิว 26:11)
 
อีกด้านหนึ่งพระเจ้าทรงบอกเราว่า คนยากจนจะอยู่กับเราเสมอ ในเฉลยธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงบัญชาให้เรายื่นมือช่วยเหลือผู้ยากไร้ ดังนั้นการรักเพื่อนบ้านจึงเป็นการเชื่อฟังพระเจ้าด้วย ในมัทธิว พระเจ้าทรงขอให้เรารักทั้งพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ พระบัญญัติสำคัญสองข้อของพระคริสต์ นั่นคือ “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (มัทธิว 22:37-40)
 
ความยากจนทางวัตถุเป็นเรื่องยากที่จะรักในมุมมองของคนทั่วไป แต่คนยากจนจะไม่มีวันไปไหน เราไม่สามารถออกกฎหมายหรือปลุกใจคนจนทุกคนให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ นี่คือเหตุผลที่คาทอลิกตอบสนองต่อความยากจนด้วยการมองเห็นพระคริสต์ในคนยากจนและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ในอีกแง่หนึ่ง การที่เราสละเงินทำบุญช่วยเหลือคนยากจน เท่ากับเป็นการฝึกฝนตนเองในคุณธรรมแห่งความยากจนทางจิตวิญญาณ เป้าหมายคือการเรียนรู้ว่า เราต้องพึ่งพาพระเจ้า ถ้าหากปราศจากพระเจ้าเราจะไม่มีอะไรเลย การวางใจในพระองค์เช่นนี้จะปลดปล่อยเราจากการยึดติดมากเกินไปกับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของเรา นี่คือเส้นทางสู่สวรรค์อย่างแน่นอน
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568

พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณ

 

“พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณ ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณพร้อมด้วย “พลังทั้งหมด” ของจิตวิญญาณ “รู้จักพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ รัก และชื่นชมพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อนั้นจิตวิญญาณก็จะเข้าถึงศูนย์กลางที่ลึกที่สุดที่พระองค์จะเข้าถึงได้”
 
นักบุญเอลิซาเบธแห่งตรีเอกานุภาพ – I. สวรรค์ในศรัทธา – วันที่สอง – การอธิษฐานครั้งแรกและครั้งที่สอง ข้อ 5-8 หน้า 3-4
 
“5. “อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายในท่านทั้งหลาย” (ลูกา 17:21) เมื่อไม่นานมานี้ พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้เรา “ดำรงอยู่ในพระองค์” (เอเฟซัส 1:18) ให้ดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณในมรดกอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบัดนี้พระองค์ทรงเปิดเผยแก่เราว่าเราไม่จำเป็นต้องออกจากตัวเราเพื่อจะพบพระองค์ “อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายใน!”... นักบุญยอห์นแห่งกางเขนกล่าวว่า “ในแก่นสารของจิตวิญญาณ ซึ่งมารหรือโลกไม่สามารถเข้าถึงได้” พระเจ้าทรงมอบพระองค์เองให้กับจิตวิญญาณนั้น “การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงเป็นของพระเจ้า และถึงแม้จะมาจากพระเจ้า แต่ก็เป็นของจิตวิญญาณด้วย เพราะพระเจ้าทรงกระทำการเหล่านั้นในจิตวิญญาณและร่วมกับจิตวิญญาณนั้น”
 
6. นักบุญคนเดียวกันนี้ยังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าเป็นศูนย์กลางของจิตวิญญาณ ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณพร้อมด้วย” “กำลังทั้งหมด” ของ “จะรู้จักพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ รักและชื่นชมพระองค์อย่างเต็มที่ เมื่อนั้นจิตวิญญาณนั้นจะเข้าถึงศูนย์กลางที่ลึกที่สุดที่สามารถเข้าถึงได้ในพระองค์” ก่อนที่จะบรรลุถึงสิ่งนี้ จิตวิญญาณได้ “อยู่ในพระเจ้าผู้ทรงเป็นศูนย์กลาง” แล้ว “แต่ยังไม่ถึงศูนย์กลางที่ลึกที่สุด เพราะมันยังสามารถไปได้ไกลกว่านั้นอีก เนื่องจากความรักคือสิ่งที่รวมเราเข้ากับพระเจ้า ยิ่งความรักนี้เข้มข้นมากเท่าไหร่ จิตวิญญาณก็ยิ่งเข้าสู่พระเจ้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่พระองค์มากขึ้นเท่านั้น”
 
เมื่อจิตวิญญาณ “มีความรักแม้เพียงระดับเดียว จิตวิญญาณก็อยู่ในศูนย์กลางแล้ว” แต่เมื่อความรักนี้บรรลุความสมบูรณ์ จิตวิญญาณจะซึมซาบเข้าสู่ศูนย์กลางที่ลึกที่สุด ณ ที่นั้น จิตวิญญาณจะเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นเหมือนพระเจ้าอย่างแท้จริง” สำหรับจิตวิญญาณที่อยู่ภายในนี้ สามารถกล่าวถ้อยคำของบาทหลวงลาคอร์แดร์ที่กล่าวกับนักบุญมารีย์ มักดาลา ว่า “อย่าทูลขอพระอาจารย์จากคนทั้งบนแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นจิตวิญญาณของท่าน และจิตวิญญาณของท่านคือพระองค์”
 
7. “จงรีบลงมาเถิด เพราะวันนี้เราต้องพักอยู่ในบ้านของท่าน” (ลูกา 19:5) พระอาจารย์ทรงย้ำถ้อยคำนี้ซ้ำๆ กับจิตวิญญาณของเรา ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์เคยตรัสกับศักเคียสว่า “จงรีบลงมาเถิด” แต่การเสด็จลงมาที่พระองค์ทรงเรียกร้องจากเรานี้คืออะไร นอกจากการลงลึกเข้าไปในห้วงลึกภายในของเรา? การกระทำนี้ไม่ใช่ “การแยกตัวจากสิ่งภายนอก” แต่เป็น “ความสันโดษทางวิญญาณ” คือการปลีกตัวจากทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า
 
8. “ตราบใดที่เจตนารมณ์ของเรายังมีจินตนาการที่แปลกแยกจากความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ความคิดที่ตอนนี้ใช่ ตอนนี้ไม่ เราก็ยังเป็นเหมือนเด็กๆ เราไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยก้าวใหญ่ในความรัก เพราะไฟยังไม่เผาผลาญโลหะผสมทั้งหมด ทองคำยังไม่บริสุทธิ์ เรายังคงแสวงหาตนเอง พระเจ้ายังไม่ทรงเผาผลาญ” ความเป็นปรปักษ์ทั้งหมดของเราที่มีต่อพระองค์ แต่เมื่อหม้อต้มเดือดได้เผาผลาญ “ความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ความโศกเศร้าที่ไม่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง ความกลัวที่ไม่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง” “เมื่อนั้นความรักก็จะสมบูรณ์ และวงแหวนทองคำแห่งพันธมิตรของเราก็ยิ่งใหญ่กว่าสวรรค์และโลก นี่คือห้องใต้ดินลับที่ความรักวางผู้ถูกเลือกสรรของพระองค์ไว้” “ความรักนำเราไปตามวิถีทางที่พระองค์เท่านั้นที่รู้จัก และพระองค์ทรงนำเราโดยไม่หันหลังกลับ เพราะเราจะไม่หวนกลับ” (Ruysbroeck)”
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ความศรัทธาแท้จริงต่อพระแม่มารีย์

 

'พระหรรษทานของพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง' ~ 'ความลับของพระแม่มารีย์ – โดยนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ต – ความจำเป็นในการอุทิศตนอย่างแท้จริงต่อพระแม่มารีย์ ข้อ 3-5 หน้า 2-3
 
3. จิตวิญญาณที่ถูกเลือกสรร ภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่มีชีวิต และได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าปรารถนาให้คุณเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนพระองค์ในชีวิตนี้ และรุ่งโรจน์เหมือนพระองค์ในชีวิตหน้า
 
เป็นที่แน่ชัดว่าการเติบโตในความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือกระแสเรียกของคุณ ความคิด คำพูด การกระทำ ทุกสิ่งที่คุณได้รับหรือกระทำ ล้วนนำพาคุณไปสู่จุดหมายนั้น มิฉะนั้น คุณกำลังต่อต้านพระเจ้าโดยไม่ทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงสร้างคุณขึ้นมา และที่พระองค์ทรงรักษาคุณไว้แม้ในขณะนี้
 
ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์อะไรเช่นนี้! ฝุ่นผงกลายเป็นแสงสว่าง ความโสมมกลายเป็นความบริสุทธิ์ ความบาปกลายเป็นความบริสุทธิ์ สิ่งทรงสร้างกลายเป็นเหมือนพระผู้สร้าง มนุษย์กลายเป็นเหมือนพระเจ้า! ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นงานอันน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง และเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งทรงสร้างเพียงอย่างเดียวจะทำให้สำเร็จได้ เพราะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถบรรลุได้ด้วยการประทานพระหรรษทานของพระองค์อย่างล้นเหลือและในลักษณะที่พิเศษ การสร้างจักรวาลไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งนี้
 
4. จิตวิญญาณที่ถูกเลือกสรร, คุณจะนำสิ่งนี้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร? คุณจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไปให้ถึงระดับสูงที่พระเจ้าทรงเรียกคุณ? นั่นก็คือ วิถีทางแห่งความบริสุทธิ์และความรอด เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีสำหรับทุกคน เพราะมีอยู่ในพระวรสาร เหล่าปิตาจารย์แห่งชีวิตฝ่ายวิญญาณได้อธิบายไว้แล้ว เหล่านักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ปฏิบัติและแสดงให้เห็นว่าความรอดนั้นสำคัญเพียงใดสำหรับผู้ที่ปรารถนาความรอดและบรรลุถึงความสมบูรณ์แบบวิธีการเหล่านี้ได้แก่ ความถ่อมใจอย่างจริงใจ การอธิษฐานภาวนาอย่างไม่หยุดยั้ง การเสียสละตนเองอย่างสมบูรณ์ การละทิ้งตนเองเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และการเชื่อฟังพระประสงค์ของพระองค์
 
5. พระหรรษทานและความช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในการปฏิบัติทั้งหมดนี้ แต่เรามั่นใจว่าพระหรรษทานจะประทานแก่ทุกคน แม้จะไม่ได้ประทานในปริมาณเท่ากัน ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ไม่ได้ประทานในปริมาณเท่ากัน” เพราะพระเจ้าไม่ได้ประทานพระหรรษทานของพระองค์ในปริมาณที่เท่ากันแก่ทุกคน แม้ว่าพระองค์จะประทานพระคุณอย่างเพียงพอแก่ทุกคนด้วยพระกรุณาอันหาที่สุดมิได้ บุคคลที่สอดคล้องกับพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่ย่อมกระทำการที่ยิ่งใหญ่ และบุคคลที่สอดคล้องกับพระหรรษทานอันเล็กน้อยย่อมกระทำการที่เล็กน้อย คุณค่าและมาตรฐานที่สูงส่งของการกระทำของเราสอดคล้องกับคุณค่าและความสมบูรณ์แบบของพระหรรษทานที่พระเจ้าประทานให้และได้รับการตอบรับจากจิตวิญญาณของผู้ซื่อสัตย์
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568

อำนาจจำกัดของปีศาจ

 

โดย - Msgr. Stephen Rossetti
 
ปีศาจขู่ผู้หญิงคนนั้นก่อนว่าจะทำอันตรายร่างกายเธอหากเธอยังคงมาเข้าร่วมการขับไล่ปีศาจ เมื่อไม่ได้ผล พวกมันก็ขู่ว่าจะทำร้ายลูกๆของเธอ พวกมันสร้างภาพกราฟิกที่น่าเกลียดน่าชังในใจเธอว่าพวกมันจะทำอะไรกับลูกๆของเธอหากเธอยังมาเข้าร่วมอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกไม่สบายใจมาก แต่ลูกๆของเธอไม่เคยได้รับอันตรายร้ายแรง
 
ผู้หญิงอีกคนถูกปีศาจขู่ด้วยโรคมะเร็งและต่อมาก็ด้วยโรคหัวใจวาย พวกมันบอกเธอว่าเธอจะติดโรคเหล่านี้ จากนั้นพวกมันบอกเธอว่าเธอจะตายภายในเช้า เธอไม่ได้มีอาการป่วยใดๆ และเธอยังมีชีวิตอยู่
 
เมื่อไม่นานนี้ ในการขับไล่ปีศาจครั้งหนึ่ง ปีศาจได้กรีดร้องว่า "กูจะฆ่ามึง!" แต่พระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจก็ยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน แม้ว่าพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจและทีมงานของเรามักจะพบกับ "โคลน" ของปีศาจตามที่เราเรียกกัน,จากการประกอบพิธีขับไล่ปีศาจ
 
พระเจ้าได้ล่ามโซ่ซาตานไว้ และพลังอำนาจของมันก็ถูกจำกัดอย่างมาก ถึงแม้ว่าไม่ควรละเลยก็ตาม มันมีอำนาจอย่างมากเหนือผู้ที่ยอมจำนนต่อมันโดยเต็มใจ แต่สำหรับผู้ที่วางใจในพระเยซู อำนาจของมันมีจำกัดมาก ซาตานสามารถล่อลวง, คุกคาม, ข่มขู่, และบางครั้งสร้างความทรมานทางจิตใจและ/หรือทางร่างกาย รวมทั้งโยนโคลนปีศาจใส่ทีมงาน แต่สิ่งเหล่านี้ถูกพระเจ้าจำกัดไว้อยู่เสมอ
 
ประสบการณ์ของเรากับผู้ถูกปีศาจสิงบ่งบอกว่าซาตานไม่สามารถฆ่า, ทำร้ายร่างกาย, ทำให้พิการอย่างถาวร, ทำให้บาดเจ็บสาหัส, หรือทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ ผู้ถูกสิงอาจรู้สึกป่วย ปีศาจสามารถข่วนและทำร้ายพวกเขาได้ ซาตานสามารถทรมานจิตใจของพวกเขาได้ ซาตานสามารถทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเจ็บป่วยทางร่างกายและผลกระทบทางร่างกายได้หลากหลาย ส่วนต่างๆ ของร่างกายของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลง ขยายและหดตัว เปลี่ยนรูปร่างได้ และซาตานสามารถทำให้ร่างกายทั้งหมดลอยขึ้นได้ แต่สุดท้ายแล้ว ร่างกายของพวกเขาก็จะกลับมาเป็นปกติ
 
เป้าหมายของซาตานในเรื่องนี้คือการข่มขู่, สร้างความหวาดกลัง, และกดขี่ข่มเหง ชายคนหนึ่งบอกผมว่าเขาไม่ได้ใช้บทภาวนาเพื่อการปลดปล่อย ถึงแม้ว่าเขาจำเป็นจะต้องใช้มันก็ตาม เพราะเขาเกรงว่าปีศาจจะแก้แค้น เราอาจถามคนๆนี้ว่า “ใครคือพระเจ้าในชีวิตของคุณกันแน่ ซาตานหรือพระเยซู?”
 
ทำไมพระเจ้าจึงยอมให้ซาตานและบริวารของมันคุกคามเรา? นั่นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของเรา ดังที่นักบุญผู้ยิ่งใหญ่รู้ดี นักพรตและนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แทบทุกคนล้วนเคยประสบกับการโจมตีของปีศาจอย่างรุนแรง ผู้ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือคุณพ่อปีโอ(Padre Pio) ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานจากการโจมตีของปีศาจอย่างรุนแรงจนพระสงฆ์อื่นๆ คิดว่าท่านถูกปีศาจเข้าสิง (ซึ่งไม่เป็นความจริง) ถึงกระนั้น ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 81 ปี
 
คำถามสำคัญสำหรับเราทุกคนคือ ใครคือพระเจ้าในชีวิตของคุณ ในการขับไล่ปีศาจ เรามักจะพูดซ้ำๆว่า พระเยซูคือพระเจ้า! พระเยซูเจ้าข้าลูกวางใจในพระองค์!
 
************************
 

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568

การไตร่ตรองของพระสันตปาปา

 

พระสันตปาปาเลโอทรงไตร่ตรองถึงข้อความพระเยซู “เสด็จสู่แดนมรณะ”
 
พระสันตปาปาทรงพิจารณาว่าการเดินทาง “สู่แดนมรณะ” นี้หมายถึงอะไร:
 
“ในแนวคิดของพระคัมภีร์ แดนมรณะไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสภาพที่ดำรงอยู่ สภาวะที่ชีวิตถูกพรากไป ความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด และการพลัดพรากจากพระเจ้าและผู้อื่นครอบงำ พระคริสต์เสด็จมาถึงเราแม้ในห้วงลึกนี้ ทรงผ่านประตูแห่งอาณาจักรแห่งความมืดมิดนี้ พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านแห่งความตาย เพื่อปลดปล่อยพันธนาการของผู้อยู่อาศัย ทรงจับมือพวกเขาทีละคน นี่คือความอ่อนน้อมถ่อมตนของพระเจ้าผู้ไม่ทรงหยุดยั้งที่จะอภัยบาปของเรา พระองค์ไม่ทรงกลัวเมื่อเผชิญกับการถูกปฏิเสธอย่างสุดขั้วของมนุษย์”
 
“อัครสาวกเปโตร ได้กล่าวไว้ในข้อความสั้นๆ จากจดหมายฉบับแรกที่ท่านเพิ่งได้ยินว่า พระเยซูทรงพระชนม์ชีพในพระจิตเจ้า และเสด็จไปนำข่าวดีแห่งความรอดไปสู่แม้กระทั่ง “ไปยังวิญญาณที่ถูกจองจำ” ( 1 ปต. 3:19) นี่เป็นหนึ่งในภาพที่น่าประทับใจที่สุด ซึ่งไม่ได้ปรากฏในพระวรสารตามพระคัมภีร์ แต่ปรากฏในข้อความนอกสารบบที่ชื่อว่า พระวรสารนิโคเดมัส ตามธรรมเนียมนี้ พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้าไปในความมืดมิดที่สุดเพื่อเข้าถึงแม้แต่พี่น้องชายและพี่น้องหญิงคนสุดท้ายของพระองค์ เพื่อนำแสงสว่างของพระองค์ลงมาที่นั่นด้วย การแสดงออกนี้แสดงให้เห็นถึงพลังและความอ่อนโยนทั้งหมดของข่าวสารปัสกา นั่นคือ ความตายไม่ใช่คำสุดท้าย”..........
 
“พี่น้องที่รัก การเสด็จลงมาเพื่อพระเจ้าไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการเติมเต็มความรักของพระองค์ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นวิถีทางที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าไม่มีสถานที่ใดไกลเกินไป ไม่มีหัวใจใดปิดสนิทเกินไป ไม่มีหลุมศพใดที่ปิดผนึกแน่นหนาเกินไปสำหรับความรักของพระองค์ สิ่งนี้ปลอบประโลมและค้ำจุนเรา และหากบางครั้งเราดูเหมือนจะตกต่ำสุดขีด ขอให้เราระลึกไว้ว่า นั่นคือสถานที่ที่พระเจ้าทรงสามารถเริ่มต้นการสร้างสรรค์ใหม่ได้ การสร้างสรรค์ที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้คนที่ได้รับการยกขึ้น จิตใจที่ได้รับการอภัย และน้ำตาที่แห้งเหือด วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์คืออ้อมกอดอันเงียบงันที่พระคริสต์ทรงนำการสร้างสรรค์ทั้งหมดมาถวายแด่พระบิดา เพื่อฟื้นฟูให้กลับคืนสู่แผนการแห่งความรอดของพระองค์”
 
************************
 

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568

นิทรรศการศิลปะคริสต์แบบจีน

 


ผลงานศิลปะคริสต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจีนของศิลปินคาทอลิกจัดแสดงใกล้กับวาติกัน
 
ศิลปินคาทอลิกชาวไต้หวัน เซี่ย เซิ่งหมิน ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพพิมพ์แกะไม้แบบจีนโบราณ สร้างสรรค์ภาพพระธรรมเทศนาบนภูเขา ซึ่งมีอักษรจีนขนาดใหญ่ คำว่า “พร” อยู่ตรงกลาง | เครดิต: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐจีนประจำนครรัฐวาติกัน
 
Anthony CY Ho เอกอัครราชทูตไต้หวันประจำนครรัฐวาติกันกล่าวชื่นชมการทำงานของ Hsieh ในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่างานนี้ "ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นศรัทธาส่วนตัวของเขาในฐานะชาวคาทอลิกเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นความรักอันลึกซึ้งที่เขามีต่อบ้านเกิดเมืองนอนของเขาอีกด้วย"
 
นิทรรศการดังกล่าวยังคงจัดแสดงอยู่ที่สถานทูตไต้หวันประจำนครรัฐวาติกัน ห่างจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เพียงไม่กี่ก้าว
 
ศิลปินคาทอลิก เซี่ย เซิ่งหมิน ชี้ให้เห็นรายละเอียดในภาพวาดของเขาเกี่ยวกับความลึกลับอันเปี่ยมสุขของสายประคำ ระหว่างการสัมภาษณ์กับ CNA ในพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะของเขาที่มหาวิทยาลัยปอนติฟิคัล อูร์บาเนียนา ในกรุงโรม เครดิต: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำนครรัฐวาติกัน
 
ภาพวาดพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มบนหลังลา โดยศิลปินชาวคาทอลิกชาวไต้หวัน เซียะ เซิ่งหมิน เครดิต: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำนครรัฐวาติกัน
 
ภาพพระธรรมเทศนาบนภูเขาของเซียะ เซิ่งหมิ่น ประกอบด้วยภาพนักบุญเปโตรถือกุญแจ นักบุญเปาโลถือดาบ และบุคคลสำคัญอีกแปดท่านที่เป็นตัวแทนของพระวาจาแห่งความสุข
 
ศิลปินคาทอลิก เซี่ย เซิ่งหมิน วาดภาพพระแม่มารีในสไตล์ตะวันออก ล้อมรอบด้วยฉากจากความลึกลับอันน่ายินดีของสายประคำและบทกวีจากพระคัมภีร์ด้วยอักษรจีน
 
ผลงานชิ้นนี้ของ Hsieh Sheng-Min ได้รับแรงบันดาลใจจากมัทธิว 19:14: "พระเยซูตรัสว่า 'จงปล่อยให้เด็กๆ มาหาเรา'" เครดิต: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐจีนประจำนครรัฐวาติกัน
 
************************