วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้ากลับใจหลังจากได้เห็นอัศจรรย์ที่ลูรดส์

 
อเล็กซิส คาร์เรล Alexis Carrel  เกิดปี ค.ศ. 1873 ในครอบครัวคาทอลิกในเมืองเล็กๆของฝรั่งเศส  เมื่อยังเป็นเด็ก  เขาร่วมพิธีมิสซาอย่างสม่ำเสมอและเรียนในโรงเรียนคาทอลิกที่ดำเนินงานโดยคณะเยซูอิต  ครั้นเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย  เขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า  เขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในความเชื่อคาทอลิกและไม่มีเชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่จริง

คาร์เรลเรียนในสาขาชีววิทยาและเภสัชศาสตร์  ต่อมาได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลก  เขาได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงเซลส์อวัยวะให้อยู่รอดภายนอกร่างกายได้สำเร็จ  ซึ่งเป็นการกรุยทางให้กับการปลูกถ่ายอวัยวะในเวลาต่อมา  เขายังได้พัฒนาเทคนิคในการทำความสะอาดบาดแผล  และการพัฒนาที่สำคัญที่สุดก็ คือได้คิดค้นเทคนิคในการเย็บเส้นเลือดใหญ่  ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1912

ด้วยเหตุนี้  ความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นที่ลูรดส์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

แม่พระทรงประจักษ์ที่ลูรดส์ในปี 1858  แต่ผู้คนในศตวรรษที่ 20 ก็ยังคงประกาศว่าได้รับอัศจรรย์การเยียวรักษาให้หายจากโรคด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่แม่พระทรงประทานให้  มีอัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง  กระนั้นก็ดี  สถาบันทางแพทย์ของฝรั่งเศสก็ยังมีท่าทีที่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของสิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่บังเกิดขึ้น

            คาร์เรลเองก็เป็นผู้ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าอย่างเหนียวแน่นตลอดมา  จนกระทั่งเขาได้พบการเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อ  มารีย์  เบลลี่ Marie Bailly  ตอนนั้นเขาอยู่ในรถไฟที่ไปที่ลูรดส์พร้อมกับเพื่อนนายแพทย์  เพื่อไปดูอาการฺของโรคฮิสทีเรีย(อาการประสาทหวาดผวา) ด้วยตัวของเขาเองในปี 1902  ขณะที่เขาเดินผ่านเบลลี่ที่มีอาการของโรคที่เรียกว่า tuberculous peritonitis (วัณโรคของเยื่อบุช่องท้อง)  มันเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก  เธอมีอาการสลึมสลือและอาเจียน  คาร์เรลพยายามช่วยเหลือด้วยการฉีดมอร์ฟีนให้เธอ  แต่เขาก็ลงความเห็นว่าเธอคงไม่รอดชีวิตก่อนจะไปถึงลูรดส์  นายแพทย์คนอื่นที่อยู่ในรถไฟก็ลงความเห็นแบบเดียวกัน

            เมื่อพวกเขามาถึงลูรดส์  เพื่อนๆของเบลลี่ก็พาเบลลี่ไปที่ถ้ำ  พวกเขานำน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ปริมาณ 3 เหยือกมาเทที่ร่างกายของเบลลี่  ในแต่ละเหยือกที่เทลงบนเบลลี่  เธอรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง  ต่อมาท้องของเบลลี่ก็เริ่มแฟบลงจนกลับอยู่ในสภาพปกติต่อหน้าบรรดานายแพทย์ที่เฝ้ามองดูอาการของเธอ  และชีพจรของเบลลี่ก็กลับมาเต้นในสภาวะปกติ

            พอถึงตอนเย็น  อาการของเบลลี่ก็ดีขึ้นจนสามารถรับประทานอาหารเย็นได้

            ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของคาร์เรลไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้  เขาต้องยอมรับในฐานะแพทย์ว่าการหายจากโรคของเบลลี่นี้เป็นอัศจรรย์อย่างแท้จริง  แต่เขาก็รู้ดีว่า  ถ้าหากเขาประกาศต่อสาธารณชนว่าได้เห็นเป็นพยานในอัศจรรย์ครั้งนี้อาจทำลายอาชีพของเขา  ดังนั้นเขาจึงเงียบไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้  เขาปิดบังและไม่ต้องการให้ใครรู้แม้แต่เรื่องที่เขาได้ไปที่ลูรดส์.

            อย่างไรก็ตาม  เรื่องอัศจรรย์การรักษาโรคของเบลลี่กลายเป็นข่าวที่ดังไปทั่วประเทศ  และรายงานข่าวก็อ้างด้วยว่า คาร์เรลไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่น  เพียงแต่เขาไม่คิดว่ามีอัศจรรย์ใดๆเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้   ดังนั้นคาร์เรลจึงถูกบังคับให้แถลงข่าวต่อสาธารณชน  ในการแถลง, เขาตำหนิผู้มีความเชื่อในศาสนาว่าเชื่อง่ายเกินไปและรีบร้อนในการอ้างบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปกติว่าเป็นอัศจรรย์  เขาพูดแต่เพียงว่าเบลลี่อาจจะได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์เท่านั้น

            นี่ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนในที่สาธารณะ  เป็นไปได้อย่างไรที่คนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้งและประสบความสำเร็จทางการแพทย์กล่าวแต่เพียงว่าการหายจากโรคของเบลลี่อาจจะเป็นอัศจรรย์?  อาชีพเขาคาร์เรลในฝรั่งเศสจบสิ้นในทันที  เขาไม่สามารถทำงานในโรงพยาบาลได้อีกต่อไป  เขาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในคานาดา  และไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา  เขาไปทำงานในสถาบันวิจัยทางการแพทย์ของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในนิวยอร์ก  และใช้เวลาในการทำงานด้านการแพทย์ที่นั่น  (ส่วนมารีย์  เบลลี่ได้เข้าสู่อาราม)

            คาร์เรลยังคงเชื่อมั่นว่า การหายจากโรคของผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นอัศจรรย์ – มันมีความหมายอะไรสำหรับจิตใจของเขาเล่า?

            เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรกับเรื่องนี้  เพราะถ้าเขาต้องยอมรับอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาเองได้เห็นเป็นพยานของอัศจรรย์ที่แท้จริงที่ลูรดส์  นั่นเท่ากับเขาต้องกลับมาพิจารณาทบทวนความเชื่อในศาสนาของเขาใหม่

            เป็นเวลาถึง 25 ปีที่จิตใจและความคิดของคาร์เรลยังวนเวียนในเรื่องนี้  เขายังคงลังเลใจที่จะเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม ในที่สุด ในปี 1939  เขาก็ตัดสินใจที่จะไปพบกับพระสงฆ์คาทอลิกเพื่อพิจารณาในการกลับมาสู่พระศาสนจักรอย่างจริงจัง  เขาและพระสงฆ์ท่านนั้นได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  สามปีต่อมาเขาก็ประกาศอย่างเปิดเผยว่า “ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอยู่อย่างแท้จริง  ผมเชื่อว่าวิญญาณคงอยู่นิรันดร  ผมเชื่อในคำสอนและการไขแสดงทุกประการที่มีอยู่ในพระศาสนจักรคาทอลิก”

            และอีกสองปีต่อมาหลังจากนั้น  คาร์เรลก็เสียชีวิตโดยได้รับศีลศํกดิ์สิทธิ์ก่อนตาย  พระเป็นเจ้าทรงนำเขากลับมาหาพระองค์ได้ทันเวลา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น