บทความนี้นำมาจากบางส่วนของหนังสือ The Apostles and Their Times
ศัตรูของพระเยซูเจ้าเชื่อมั่นว่าการประหารพระองค์จะเป็นแก้ปัญหาความไม่พอใจของพวกเขาที่มีต่อพระองค์ได้
นั่นเป็นวิธีการที่ผู้มีอำนาจชาวโรมันมักใช้ในการขจัดความยุ่งยากของการเคลื่อนไหวทางศาสนา ที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายในที่สาธารณะ แต่เมื่อผู้นำที่เคร่งครัดถูกกำจัดและทรัพย์สมบัติก็ถูกยึด ผู้ติดตามก็จะหมดความกระตือรือร้น การตรึงกางเขนเป็นวิธีที่ทารุณโหดร้ายและน่าหวาดหวั่นมากที่สุด
เป็นความตายที่ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
เป็นวิธีประหารชีวิตที่โหดร้ายที่สุดที่ชาวโรมันคิดค้นขึ้นมา
มันเป็นวิธีที่จะใช้กับนักโทษที่มีโทษร้ายแรง
และมันจะหยุดยั้งความเคลื่อนไหวได้ในทันทีทันใด
พระเยซูเจ้าเองก็ทรงตรัสว่า “เราจะเฆี่ยนตีนายชุมพาบาล
แล้วฝูงแกะก็จะกระจัดกระจายไป”(มก.
14:27)
แต่การประหารชีวิตพระเยซูเจ้าไม่ได้แก้ปัญหาให้กับทหารโรมันหรือสมณะในพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเล็มหรือบรรดาฟารีสี ตรงกันข้าม มันทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น
มีรายงานว่าพระคูหาฝังพระศพพระเยซูเจ้าว่างเปล่า ความนิยมพระเยซูเจ้ากลับคืนมา และความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและเพิ่มมากขึ้น เวลานี้ศิษย์ของพระเยซูเจ้ากลับเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเดิม
การถูกเบียดเบียนดูเหมือนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และกลายเป็นส่วนหนี่งในชีวิตของบรรดาศิษย์พระคริสต์ พระเยซูเจ้าเองเคยตรัสว่า “เราส่งท่านไปเหมือนแกะในท่ามกลางฝูงสุนัขป่า...บางคนในพวกท่านจะถูกพวกเขานำตัวไปประหารและจะมีการเบียดเบียน”(ลก.
11:49)
พระองคัยังตรัสอย่างชัดเจนว่าการเบียดเบียนจะเกิดขึ้นทั่วไปทุกแห่ง พระองค์ยืนยันกับบรรดาศิษย์ว่า
ถึงแม้การเบียดเบียนจะดูน่ากลัวแต่นั่นจะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่แห่งพระพรของพระเจ้า
“เป็นบุญของผู้ที่ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความยุติธรรม เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา พวกท่านมีบุญเมื่อท่านถูกเบียดเบียนข่มเหง
ถูกใส่ความว่าร้ายทุกชนิดเพราะนามของเรา
จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นใหญ่ยิ่งนัก
บรรดาประกาศกก่อนหน้าท่านก็ถูกเบียดเบียนข่มเหงเช่นเดียวกัน” (มธ. 5:10-12)
ในบทเทศน์เดียวกันนี้
พระเยซูเจ้าทรงสอนแก่ประชาชนว่า “จงรักศัตรูของท่าน จงสวดภาวนาเพื่อผู้ที่เบียดเบียนท่าน”
(มธ. 5:44)
การเบียดเบียนเป็นเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงเตือนไว้ล่วงหน้า
พระองค์ตรัสว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดไม่อาจหลีกเลี่ยงได้(ลก.21:12)
แต่ก็ไม่ต้องไปแสวงหามัน
ถ้ามีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงการถูกเบียดเบียนได้ ก็ควรทำ (มธ. 10:23) และจะทำให้บางคนสูญเสียความเชื่อของเขาได้ (มก. 4:17) แต่ผู้ที่ยืนหยัดอยู่ได้ จะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ เขาจะกลับมองเห็นว่าการเบียดเบียนคือรางวัล
(มก. 10:30)
บรรดาอัครสาวกต่างก็ได้รับการเบียดเบียนตามที่คาดไว้
“อันที่จริงทุกคนที่ปรารถนาจะได้รับชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าในพระคริสตเยซู
พวกเขาจะถูกเบียดเบียน” (2 ทิโมธี 3:12) การเบียดเบียนจะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวในพระศาสนจักรทั้งหลาย
เหมือนเช่นที่เกิดกับพระศาสนจักรที่เยรูซาเล็ม (กก.8:1)
กับพระศาสนจักรที่ปิสิเดียน อันติโอก (กก. 13:50) และในอิโคนิอุม
และลิสตรา (2ทิโมธี 3:11) และที่อื่นๆ
****
พระศาสนจักรในยุคเริ่มต้นได้ใช้คำว่า
การเบียดเบียน หมายถึง อุปสรรคในการปฏิบัติภารกิจของพวกเขาให้สำเร็จ อุปสรรคเหล่านั้นถ้าไม่มาจากมนุษย์
ก็มาจากการกระทำของปีศาจ (วว.2:10) เช่น หายนะภัย ความอดหยาก ภัยอันตราย
และความยากลำบากซึ่งพยายามทดสอบความเชื่อของพวกเขา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอำนาจพอที่จะ”แยก
คริสตชน ออกจากความรักของพระคริสตเจ้าได้” (โรม 8:35)
เมื่อคริสตชนอ่อนแอ พวกเขาก็จะกลับเข้มแข็ง (2 คร. 12:10)
บรรดาสมณะในกรุงเยรูซาเล็มมีความคิดว่า
การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีและการประหารผู้มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะทำให้พวกเขาอับอายและหวาดกลัว แต่ผลลัพท์กลับตรงกันข้าม
การเบียดเบียนทุกรูปแบบกลับกลายเป็นพระพรและทำให้ผู้มีความเชื่อเหล่านั้นภาคภูมิใจ
เมื่อนักบุญเปาโลกล่าวโอ้อวดถึงความสำเร็จของท่านในการประกาศพระวาจาพระเจ้าให้แก่ชาวโครินทร์
สิ่งหนึ่งที่ท่านกล่าวถึงคือ
ท่านถูกเฆี่ยนในที่สาธารณะถึงห้าครั้ง (2 คร.11:24)
การเบียดเบียนสำหรับพระศาสนจักร เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาคริสตชนละม้ายคล้ายกับพระเยซูเจ้า
ผู้ตรัสว่า “คนรับใช้ไม่ใหญ่กว่านายของตน
ถ้าพวกเขากระทำต่อเรา
พวกเขาก็จะกระทำต่อพวกท่านด้วย” (ยน. 15: 20)
* * *
น่าประหลาดใจนักบุญลูกาผู้บันทึกเรื่องราวกิจการอัครสาวกได้บันทึกเรื่องของการที่บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้ารุ่นแรกถูกเบียดเบียนจนกระทั่งถึงแก่ความตาย
คนเหล่านั้นได้แด่
สเตเฟน ผู้ได้สมญาว่า “เปี่ยมด้วยความเชื่อ” “เปี่ยมด้วยพระหรรษทานและอำนาจ”
....”เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า” (กก. 6: 5,8)
สเตเฟนมีความสามารถพิเศษที่แม้แต่อัครสาวกก็ยังยกย่อง
คือเขาพูดและโน้มน้าวใจคนเก่ง
สเตเฟนได้รับเลือกจากอัครสาวกให้เป็นสังฆานุกรคนแรกเพื่อช่วยอัครสาวกในการอภิบาลผู้มีความเชื่อทั้งหลายของพระศาสนจักร หนังสือกิจการอัครสาวกมีทั้งหมด 28 บท และมี 2
บทที่พูดถึงการทำงานและคำพูดของสเตเฟน
เพราะสเตเฟนถูกเบียดเบียนจนถึงความตาย
เรื่องราวของสเตเฟนจึงถูกกล่าวถึงเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้
พระศาสนจักรไม่ได้รับการรับรองจากทางฝ่ายอาณาจักรและถูกถือว่าเป็นศาสนาต้องห้ามเป็นเวลานานถึง
250 ปี ตั้งแต่ยุคสมัยของอัครสาวกมาจนถึงยุคของจักรพรรดิคอนสแตนติน
พระศาสนจักรถูกเบียดเบียนอย่างหนักตามที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตของคริสตชน
อย่างไรก็ตาม
“ประชาชนพากันประหลาดใจในวาจาสเตเฟนและอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น”
สิ่งนี้ทำให้เกิดความอิจฉาและความกลัวในหมู่ผู้นำของสมณะ พวกเขาตั้งพยานเท็จกล่าวหาสเตเฟนแบบเดียวกับที่ทำกับพระเยซูเจ้าว่า
“เขาพูดดูหมิ่นโมเสสและพระเจ้า” ทหารนำตัวสเตเฟนไปสอบสวน
ทำทารุณและดูหมิ่นเหยียดหยามเขา การฆ่าสเตเฟนกลับเป็นโอกาสให้สเตเฟนยืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
เมื่อสเตเฟนใกล้เสียชีวิต เขาได้วอนขอพระเจ้าให้อภัยบาปของผู้ที่ฆ่าเขาและขอพระเยซูเจ้าทรงรับวิญญาณของเขาไว้
ชีวิตและความตายของสเตเฟนมีความคล้ายคลึงกับพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า
สเตเฟนได้ชื่อว่าเป็น มรณะสักขีของพระเจ้า (God’s
martyros กก. 22:20) เป็นคนแรก คำนี้มาจากภาษากรีก แปลว่า “พยาน” (witness) เช่นเดียวกับพยานที่อยู่ในศาล
และบัดนี้
ทุกคนที่เป็นพยานยืนยันความจริง ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม
ก็อาจถูกเรียกว่าเป็นพยานยืนยัน (martyr). ได้เช่นเดียวกัน
แต่ผู้ที่เป็นพยานยืนยันความจริงด้วยเลือดของเขาจะถูกเรียกว่าเป็น มรณะสักขี God’s
martyros
คำว่า
สเตเฟน Stephen
ในภาษากรีกเขียนว่า Stephanos มีความหมายว่า “มงกุฎ”
(crown)
พระศาสนจักรยกย่องสเตเฟนว่าเป็น protomartyr,
หรือ มรณะสักขีคนแรก ดังนั้นคริสตชนต่อๆมาจึงพากันพูดว่า
ผู้ที่ยอมตายเพื่อยืนยันความเชื่อของคริสต์ศาสนาจะได้รับ “มงกุฎแห่งมรณะสักขี”
สุสานในคาตาคอมบ์และในโบสถ์ยุคแรกๆจะมีงานศิลป์จารึกเป็นรูปมรณะสักขีสวมหรือถือมงกุฏ
เป็นเครื่องหมายสากลของผู้ที่เป็นสมาชิกของฐานันดรของนักบุญสเตเฟน
“ฐานันดรของมรณะสักขี”
* * *
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น