วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระหรรษทานพิเศษสำหรับบางคนที่มีเพื่อทุกคน

 

“ขณะที่พระองค์กำลังตรัสคำเหล่านั้น มีหญิงคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนร้องทูลพระองค์ว่า ‘เป็นบุญของผู้ที่ให้กำเนิดท่าน เป็นบุญของผู้ที่เลี้ยงดูท่าน’ พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า ‘เป็นบุญยิ่งกว่าอีก สำหรับผู้ที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติตาม” (ลก. 11:27) ผู้หญิงคนนั้นอาจจะอิจฉาพระมารดาของพระเยซูเจ้าที่ได้เป็นมารดาและเลี้ยงดูพระองค์มา 
 
และเราก็อาจจะอิจฉาเด็กแห่งฟาติมา หรือผู้เห็นแม่พระในเมดจูกอเรจ์ เพราะพวกเขามีบุญที่ได้เห็นและได้พูดคุยกับแม่พระ ทำอย่างไรเราจึงจะมีบุญเช่นนั้นบ้าง
 
แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอิจฉาคนเหล่านั้นเลย เพราะการที่แม่พระมาประจักษ์กับบางคนนั้น เป็นพระหรรษทานพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่พวกเขาและพวกเราก็พลอยได้รับประโยชน์จากพระหรรษทานนี้ด้วย นักบุญเยอร์ทรูดได้อธิบายให้เราเข้าใจในเรื่องนี้ เมื่อเวลาที่นักบุญเยอร์ทรูดเห็นนิมิต พระเยซูเจ้าทรงสื่อสารกับบรรดาซิสเตอร์ในหมู่คณะของเธอ 
 
***************
 
ในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันฉลอง น.ลอเรนซ์ และเป็นวันฉลองของอารามด้วย น.เยอร์ทรูดกำลังสวดภาวนาในระหว่างพิธีมิสซาเพื่ออุทิศแก่วิญญาณของบุคคลหนึ่งที่ได้มาขอให้เธอสวดภาวนาให้ เวลานั้นเธอรู้สึกได้กลิ่นของกิ่งองุ่นเขียวที่ใช้ทำไวน์โชยมาจากพระบัลลังก์ของพระเจ้าลงมายังโลก และใบของมันได้กลายเป็นขั้นบันไดที่ทำให้คนสามารถเดินขึ้นไปข้างบนได้ เธอเข้าใจว่านี่เป็นบันไดลึกลับที่เป็นสัญญลักษณ์หมายถึงความเชื่อ และผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกจะสามารถขึ้นไปยังภูเขาแห่งสวรรค์ได้ เธอมองเห็นบรรดาซิสเตอร์ในคณะของเธอกำลังรวมกันอยู่ที่ต้นองุ่นนี้ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของพระบัลลังก์ของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงประทับยืนอยู่ท่ามกลางซิสเตอร์เหล่านั้นพร้อมด้วยพระบิดาสวรรค์ของพระองค์
 
ต่อมา เธอเห็นพระเยซูเจ้าทรงถือแผ่นศีลมหาสนิทในพระหัตถ์ และพระองค์ทรงนำแผ่นศีลจุ่มในพระอุระของพระบิดาของพระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงดึงแผ่นศีลออกจากพระอุระของพระบิดา ดูเหมือนแผ่นศีลจะมีสีแดงของเลือดติดมาด้วย เยอร์ทรูดรู้สึกประหลาดใจในสิ่งมหัศจรรย์นี้มาก เพราะสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า และพระบิดานิรันดรไม่เคยได้รับความทุกข์ทรมานเลย ด้วยความที่ดื่มด่ำอยู่ในสัมพันธญาน เยอร์ทรูดจึงลืมถามถึงข้อสงสัยประการนี้ เยอร์ทรูดซึ่งได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงเลือกสถานที่ซึ่งพระองค์จะทรงประทับอยู่และทรงนำบรรดาซิสเตอร์ของเธอมารวมกันรอบๆพระบัลลังก์ของพระเจ้า ตอนนี้เธอระลึกถึงบุคคลผู้ที่ขอให้เธอสวดภาวนาเพื่อเขา เยอร์ทรูดได้ทูลขออนุญาตพระเยซูเจ้าให้ทรงประทานตามคำภาวนาของเธอ 
 
พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า "ไม่มีใครสามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้เว้นแต่จะถูกยกขึ้นด้วยความไว้วางใจ และบุคคลที่ขอให้เธอสวดภาวนาให้นั้นแม้จะมีความไว้วางใจแต่ก็มีเพียงเล็กน้อย” เยอร์ทรูดทูลว่า “พระเยซูเจ้า ลูกเข้าใจว่า ความไว้วางใจของบุคคลผู้นี้นั้นจำเป็นต้องมาจากพระหรรษทานแห่งความถ่อมตน ซึ่งพระองค์จะทรงหลั่งมาจากพระหรรษทานอันอุดมบริบูรณ์ของพระองค์” พระเยซูเจ้าตอบว่า “เราจะหลั่งพระหรรษทานให้ในบัดนี้และเราจะสื่อสารกับวิญญาณนี้และกับวิญญาณทุกดวงที่มาอยู่ในหุบเขาแห่งความถ่อมตน” ในทันใดนั้นเยอร์ทรูดก็เห็น พระบุตรของพระเจ้า พระเจ้าและเจ้านายของคุณธรรมความดีทุกประการเสด็จดำเนินลงมาตามขั้นบันได และมายังพระแท่นในโบสถ์ของอาราม พระองค์ทรงสวมอาภรณ์ของพระสันตะปาปาและทรงถือภาชนะที่ใช้บรรจุแผ่นศีลที่เสกแล้ว พระองค์มาประทับนั่งในที่ของพระสงฆ์จนกระทั่งสิ้นสุดพิธีมิสซาภาคสรรเสริญพระเจ้า
 
บรรดานิกรเทวดามากมายนับไม่ถ้วนมาเฝ้าพระองค์ ทำให้โบสถ์ตั้งแต่ทางด้านเหนือจนถึงทางด้านขวาของพระเยซูเจ้าเต็มไปด้วยนิกรเทวดา ทุกองค์ต่างปิติยินดีในการได้มายังสถานที่แห่งนี้ที่ซึ่งนักบวชทั้งหลายของอารามมาสวดภาวนาต่อพระเจ้าบ่อยๆ ทางด้านซ้ายและทางด้านใต้ มีทูตสวรรค์ที่ขับร้องเพลงประสานเสียง มีทูตสวรรค์ที่ร้องเพลงของอัครสาวก ทูตสวรรค์ที่ร้องเพลงของมรณะสักขีและทูตสวรรค์ที่ร้องเพลงของผู้โปรดบาปและเพลงของพรหมจารีย์ เยอร์ทรูด มองเห็นภาพเหล่านี้ในแต่ละส่วนพลางรำพึงถึงข้อความในพระคัมภีร์ เป็นความบริสุทธิ์ที่ทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้า เยอร์ทรูดเห็นรังสีของแสงอยู่ระหว่างพระเยซูเจ้ากับทูตสวรรค์ที่ร้องเพลงของพรหมจารีย์ รังสีส่องแสงสีขาวเหมือนหิมะและทำให้บรรดาพรหมจารีย์เหล่านี้เป็นหนึ่งเดียวกันและใกล้ชิดสนิทสนมกันโดยผลจากความอ่อนหวานของความเอาพระทัยใส่และความใกล้ชิดของพระเยซูเจ้า เยอร์ทรูดยังได้เห็นรังสีแสงที่เจิดจ้ามากที่สุดที่ส่องออกมาจากสมาชิกบางคนในคณะนี้ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคขัดขวางระหว่างพวกเขากับพระเจ้าเลย ถึงแม้พวกเขาจะถูกแยกจากโบสถ์ทางฝ่ายร่างกายในเวลาที่เยอร์ทรูดเห็นภาพประจักษ์นี้
 
ถึงแม้เยอร์ทรูดจะเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีในระหว่างที่ได้เห็นนิมิต แต่เธอยังมีความกังวลใจในซิสเตอร์บางคนและเธอทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะประทานความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขของพระองค์มายังลูก พระองค์จะทรงประทานอะไรแก่คนเหล่านั้นที่ทำงานในหน้าที่ภายนอกอารามเล่า?” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราจะชโลมพวกเขาด้วยน้ำมันที่ช่วยบรรเทารักษา ถึงแม้พวกเขาจะดูเหมือนว่าหลับไหลไป” เยอร์ทรูดรู้สึกประหลาดใจและไม่เข้าใจที่คนเหล่านั้นซึ่งไม่ได้ใช้ชีวิตในอารามเพื่อพินิจพิจารณาจิตใจยังได้รับรางวัลเดียวกันกับคนที่อุทิศตนในอารามเพื่อใช้ชีวิตแห่งการพิจารณาไตร่ตรอง เยอร์ทรูดเริ่มคิดไตร่ตรองน้ำหอม(พระวาจา) เหล่านี้ซึ่งพระบุตรของพระเจ้าทรงตรัสอธิบาย โดยเปรียบเทียบพระหรรษทานกับน้ำมันบรรเทาปวดและน้ำมันหอมระเหย น้ำมันเพียงเล็กน้อยก็พอเพียงที่จะเยียวยารักษาร่างกายที่เจ็บปวดได้ แล้วมันจะไม่ช่วยเยียวยารักษาวิญญาณได้หรือไม่ว่าก่อนหรือหลังความตาย (น้ำมันหมายถึงพระวาจาและพระหรรษทาน) เยอร์ทรูดใช้วิธีนี้ในการพิจารณาไตร่ตรองพระวาจาซึ่งทำให้เธอมีความเข้าใจมากขึ้น เมื่อคนเรากินอาหาร อวัยวะทุกส่วนของร่างกายก็ได้รับประโยชน์จากอาหารนั้นทำให้แข็งแรงและสดชื่น ถึงแม้ว่าปากจะเป็นเพียงอวัยวะเดียวที่ลิ้มรสชาติของอาหาร
 
ดังนั้นพระเจ้า,ด้วยพระเมตตาอันล้นเหลือของพระองค์, เมื่อทรงประทานพระหรรษทานพิเศษแก่ผู้เลือกสรรคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว สมาชิกทั้งหมดก็มีส่วนได้รับประโยชน์จากพระหรรษทานพิเศษนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับหมู่คณะนั้น สำหรับสมาชิกที่ทำงานภายนอกนั้นก็ได้รับเช่นเดียวกัน เว้นแต่ผู้ที่อยู่นอกหมู่คณะโดยความอิจฉาของเขาหรือเพราะจิตใจที่เจ็บป่วยของเขาเท่านั้นที่ไม่ได้รับประโยชน์
 
ขณะที่เพลง Gloria in excelsis ถูกบรรเลงขึ้นมา องค์สันตะปาปาแห่งสวรรค์ หรือก็คือ พระเยซูคริสตเจ้าทรงระบายลมหายใจขึ้นสู่สวรรค์เพื่อสรรเสริญองค์พระบิดานิรันดรของพระองค์ ลมหายใจนี้เหมือนกับเปลวไฟ และเมื่อเนื้อเพลง Et in terra pax hominibus bonae voluntatis ถูกร้องขึ้นมา พระเยซูเจ้าก็ทรงระบายลมหายใจเหนือทุกคนที่อยู่ในแสงสว่างสีขาวและเจิดจ้าเหมือนหิมะ และที่คำว่า Sursum corda พระบุตรของพระเจ้าทรงลุกขึ้นและทรงดึงดูดจิตใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่นมาสู่พระองค์(รวมทั้งทูตสวรรค์ทั้งหมด) พระองค์ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก บรรดาทูตสวรรค์นับไม่ถ้วนมาพยุงพระองค์ให้ทรงประทับยืนและยกพระหัตถ์ของพระองค์ขึ้นเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาของพระองค์ตลอดเวลาของภาคสรรเสริญพร้อมไปกับคำภาวนาของบรรดาผู้มีความเชื่อ หลังจากนั้นผู้ร่วมพิธีมิสซาเริ่มสวดบทลูกแกะของพระเจ้า Agnus Dei พระเยซูเจ้าทรงประทับยืนเบื้องหน้าพระแท่นด้วยพระราชอำนาจทั้งหมดของพระองค์และตรัสกับพระองค์เอง ที่ Agnus Dei ครั้งที่สอง ทรงระลึกถึงวิญญาณทั้งหลาย ที่ Agnus Dei ครั้งที่สามทรงกลับมาที่พระองค์เอง ทรงถวายพระบุคคลของพระองค์แด่พระบิดา และถวายคำภาวนาและความปรารถนาทั้งหลายของผู้ที่อยู่ที่นั้น
 
แล้วนั้นพระองค์ทรงหลั่งพระพรแห่งความอ่อนหวานของพระองค์ ทรงตรัสอวยพระพรแก่นักบุญทั้งหลายที่มาอยู่ที่นั้น ทรงแสดงความพอพระทัยต่อบรรดาพรหมจารีย์ทุกคนที่อยู่ที่นั้น ทรงประทับรอยจูบที่ริมฝีปากและหัวใจของพวกเขา
 
ต่อจากนี้ทรงหลั่งความรักอันล้นเหลือของพระองค์ ทรงประทานพระองค์เองแก่ชุมนุมชนนี้ด้วยพระวาจาว่า “เราเป็นของพวกลูกทั้งหมด เพราะฉะนั้น ให้ทุกคนปิติยินดีในเราตามที่ลูกปรารถนาเถิด” และเยอร์ทรูดตอบพระองค์ว่า “พระเยซูเจ้า บัดนี้ลูกอิ่มเอมใจในความสุขอันเหลือเชื่อนี้ แม้ว่าพระองค์จะทรงอยู่ไกลจากลูก เมื่อพระองค์ทรงอยู่ที่พระแท่น เพราะฉะนั้น เพื่อประโยชน์ของมิสซานี้ โปรดทรงรวมจิตวิญญาณของลูกกับพระองค์เถิดเพื่อที่ลูกจะได้รู้สึกว่าได้ผูกมัดติดอยู่กับพระองค์” พระเยซูเจ้าทรงทำให้เจ้าสาวของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ด้วยวิธีนี้
 
****************
 
บรรดานักบวชที่อยู่ในอารามเพื่อสวดภาวนา , ทำงาน และใช้ชีวิตในการพินิจรำพึงจิตใจ สรรเสริญพระเจ้า ย่อมเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าอย่างยิ่ง พวกท่านอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์มากกว่าใครๆในโลก 
 
นักบวชที่ทำงานในโรงพยาบาล โรงเรียน ในสลัม หรือที่อื่นภายนอกขอบเขตของอาราม อาจมีเวลาในการสวดภาวนาและรำพึงไตร่ตรองชีวิตจิตไม่มาก เพราะต้องยุ่งอยู่กับการทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ตามภารกิจที่ได้รับ นักบวชเหล่านี้ก็จะได้รับพระหรรษทานความช่วยเหลือเพื่อชดเชยในสิ่งที่ขาดหายไป และได้รับรางวัลเช่นเดียวกับนักบวชที่ใช้ชีวิตในอาราม
 
สำหรับบรรดาฆราวาสทั้งหลายซึ่งแน่นอนว่า มีเวลาเพียงน้อยนิดให้กับพระเจ้าในการสวดภาวนา หรือการพิจารณาไตร่ตรองชีวิตจิต เพราะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโลกและอยู่กับกระแสสังคมฝ่ายโลก จึงทำให้ใกล้ชิดพระเจ้าน้อยมาก จึงจำเป็นที่ฆราวาสต้องตระหนักรู้ในเรื่องนี้ และต้องพยายามหาหนทางที่จะใกล้ชิดพระเจ้าให้มากขึ้น ลดเวลาให้แก่โลกให้น้อยลงบ้าง
 
แต่ละคนมีสถานภาพและหน้าที่ของตนซึ่งไม่สามารถทำแทนกันได้ แต่ทุกคนก็สามารถบรรลุถึงชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ทั้งนั้น โดยอาศัยความตั้งใจดีของตนเอง

******************

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น