วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศาสตราจารย์ชาวยิวที่ Harvard พบกับพระนางมารีย์



ศาสตราจารย์สอนด้านธุรกิจชาวยิวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าได้สวดอธิษฐานขอการแนะนำ และได้รับการตอบสนองต่อคำอธิษฐานอย่างไม่คาดคิด พระแม่มารีย์ส่องแสงรัศมีเจิดจ้างดงามอย่างที่ไม่สามารถพรรณาได้ทรงปรากฏแก่เขา
 
เหตุการณ์น่าสนใจที่สุดนี้เกิดขึ้น ติดตามมาด้วยประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่แปลกประหลาด ขณะที่เขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แสวงหาอย่างหมดหวัง เขาสวดอธิษฐานถึงหนึ่งปีวอนขอพระเจ้าให้เปิดเผยว่าใครคือพระเจ้าและศาสนาที่แท้จริง 
 
นี่คือจุดเริ่มต้นของการกลับใจของ Roy Schoeman ไม่นานหลังจากที่เขาได้ถึงจุดของการมีความสำเร็จทางวิชาการอย่างเอกอุ (เขาได้รับปริญญาโทจาก M.I.T. และกลายเป็นศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดขณะที่มีอายุ 29ปี) – เขากลับรู้สีกว่าชีวิตยังขาดบางสิ่งและสงสัยว่าอะไรคือความหมายของชีวิต ถึง แม้ว่าเขาจะเป็นชาวยิว แต่เขาก็ไม่เชื่อในพระคัมภีร์หรือพระเจ้าอีกต่อไป (roy Schoeman เติบโตขึ้นมาในศาสนายูดาย เขาได้รับการศึกษาทางด้านศาสนาจากอาจารย์แรบไบที่โด่งดังที่สุดในยูดายอเมริกัน)
 
ด้วยความเครียด ในเช้าวันหนึ่งเขาเดินไปเรื่อยๆผ่านความเงียบสงบของธรรมชาติ และโดยไม่มีการบอกกล่าว เขาได้รับ "พระหรรษทานที่พิเศษที่สุด" ในขณะที่เขาคิดไม่ตกอยู่นั้นเอง "ม่านที่ขวางกั้นระหว่างโลกกับสวรรค์ได้หายไป” และผมพบว่าตัวเองอยู่เบื้องหน้าการปรากฏพระองค์ของพระเจ้าและได้สนทนากับพระองค์อย่างสนิทสนม ผมได้เห็นชีวิตของผมเองและเห็นประสบการณ์ต่างๆในชีวิต เหมือนกับที่ผมควรจะได้เห็นเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อเวลาที่ผมตายไปแล้วและได้มองย้อนกลับไป ผมได้เห็นและรู้ทันทีว่าผมจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับทุกอย่างหลังจากที่ผมตายไป "
 
สิ่งสำคัญหนึ่งในสองอย่างที่ได้แสดงต่อเขาก็คือ วันเวลาที่เขาทำให้เสียเปล่าไป และความโศกเศร้าจากการที่เขาได้รับความรักน้อยเสียนี่กระไร – ทั้งๆที่ในความเป็นจริงความรักของพระเจ้าอยู่รอบ ๆ ตัวเขา - และ "ตลอดเวลา ผมทำแต่สิ่งที่ไม่มีคุณค่า ในสายตาของสวรรค์ "
 
เขาใช้ชีวิตในการสะสมกองขยะ "เงินผูกขาด" (หมายถึง ฐานะทางวิชาการซึ่งเป็นเหมือนรางวัล) - "ถัดจากสิ่งนั้นก็คือกองเเงินกองทองซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานให้ ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องโง่เขลาเพียงใดที่มีความโลภในสิ่งที่ไม่ทำให้เกิดความดีใด ๆแก่ตัวผม เลย "
 
เขาเห็นว่าสวรรค์ใส่ใจแต่ในเรื่องสาระสำคัญของชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่สถานที่เช่น Harvard มุ่งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ
 
การตระหนักรู้ที่น่าตกใจ
 
Schoeman ยังได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเขารวมทั้งและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทรมานได้รับการออกแบบอย่างสมบูรณ์โดย "พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงสรรพานุภาพผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ทรงรักทุกคน" เขาได้มองเห็นวัตถุประสงค์ของชีวิตอย่างชัดเจนและในฉับพลันทันที มันคือ - "การนมัสการและรับใช้พระเจ้าผู้ได้ทรงสำแดงพระองค์แก่ผม"
 
Roy Schoeman ผู้อาศัยอยู่ที่ชานเมืองของ New York เป็นดาวเด่นแห่งสถาบันการศึกษา เป็นอาจารย์สอนด้านธุรกิจให้กับนักศึกษา และมุ่งมั่นที่จะกลายเป็นคนร่ำรวย แต่เมื่อถึงจุดสูงสุดนี้กลับรู้สึกโดดเดี่ยวไม่รู้ว่าชีวิตมีความหมายอะไร – มันเรียกว่าวิกฤติการณ์ของอัตถิภาวนิยม – หลังจากได้สัมผัสกับพระเจ้า เขารู้สึกว่าได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระองค์ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ชื่อของเขา และทรงเฝ้ามองเขาทุกช่วงเวลา ในความคิด ในเวลาแห่งการทดลอง ในทุกอารมณ์ ราวกับว่าพระองค์มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
 
ในป่าของ woodland ขณะที่เขาเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สิ่งที่ศาสตราจารย์ผู้นี้ได้ประสบก็คือ โลกนี้จางหายไปในโลกเหนือธรรมชาติที่เป็นจริง "มันเหมือนกับมองผ่านผ้าคลุมไหล่หรือมองผ่านม่านที่โรงละคร" - เมื่อไฟบ้านถูกปิดทำให้มืดแล้วไฟเวทีก็เปิดแล้วเราก็เห็นนักแสดงอยู่บนเวที เขาเห็นโลกทางกายภาพถูกปิดลงกลาย เป็นม่านบางๆที่กั้นระหว่างโลกนี้กับโลกนิรันดร เวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้  ทุกคืนก่อนที่เขาจะเข้านอนเขาจะสวดอธิษฐาน "ต่อพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ โปรดให้ผมรู้จักพระนามของพระองค์ เพื่อที่ ผมจะได้รู้ว่าศาสนาใดที่ควรติดตาม จะได้รับใช้และนมัสการพระองค์อย่างสมควร ผมไม่สนใจว่าพระองค์จะเป็นพระพุทธเจ้าและผมก็ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ผมไม่สนใจว่าพระองค์จะเป็นพระกฤษณะและผมต้องกลายเป็นชาวฮินดู ผมไม่สนใจว่าพระองค์จะเป็นเทพเจ้าอพอลโลและผมต้องกลายเป็นชาวโรมันคนนอกศาสนา ตราบเท่าที่พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์และผมต้องกลายเป็นคริสตชน.”
 
สิ่งที่ Schoeman ไม่ต้องการก็คือไม่ต้องการให้พระเจ้าที่แท้จริงคือพระคริสต์และเขาต้องเป็นคริสตชน เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เขาอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนี้ เขาไม่สนใจมากนักเกี่ยวกับการสอนวิชาธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
 
สำหรับเขา สิ่งที่เขาต้องการก็คือการได้รู้จักพระนามของพระเจ้าที่แท้จริง
 
หนึ่งปีหลังจากที่ Roy เริ่มสวดอธิษฐานดังกล่าว "ผมเข้านอนและผมคิดว่า มีมือที่อ่อนโยนได้สัมผัสบนไหล่ของผมปลุกให้ผมตื่นขึ้นและนำผมไปที่ห้องหนึ่งและทิ้งผมไว้ตามลำพังกับหญิงสาวที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยจินตนาการได้ ผมรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่า พระนางคือพระแม่มารีย์ เมื่อผมพบว่าตัวเองอยู่ต่อหน้าพระนาง ความปรารถนาทั้งหมดของผมก็คือการคุกเข่าลงนมัสการพระนางอย่างเหมาะสม ความจริงความคิดเดียวของผมเวลานั้นก็คือ 'โอ้พระเจ้า ผมหวังว่าจะรู้และสวดบทภาวนาวันทามารีย์ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พระนางอย่างเหมาะสม แต่ผมก็ไม่ได้ทำ”
 
"ผมทำได้แต่เพียงแต่นิ่งจิตใจท่วมท้นอยู่ในภวังค์ด้วยความรักของพระนางและด้วยความสวยงามสุดพรรณนาในขณะที่พระนางทรงทอดพระเนตรมายังผม และด้วยน้ำเสียงของพระนาง เมื่อพระนางตรัส เสียงของพระนางเหมือนกับเสียงดนตรี ดนตรีอันไพเราะจับจิตจนเกินบรรยาย และด้วยความรักนี้แหละที่ผ่านเข้าไปในทุกอณูของจิตวิญญาณร่างกายของผมซึ่งทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ "
 
ในน้ำเสียงเหมือนเสียงเพลงบรรเลงของพระแม่มารีย์ พระนางทรงเสนอที่จะตอบคำถามใด ๆ ที่ Roy อาจจะมี ดังนั้นเขาจึงถามพระนางว่าบทภาวนาใดที่เป็นที่โปรดปรานของพระนางมากที่สุด ในตอนแรกพระนางตอบว่าคือคำสวดภาวนาทุกบท แต่เมื่อเขายังยืนกรานที่จะได้รับคำตอบที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น "พระนางทรงยินยอมและทรงสวดภาวนาบทหนึ่งเป็นภาษาโปรตุเกส ผมยังคงจำเสียงพยัญชนะของพยางค์แรกได้ เช้าวันรุ่งขึ้นผมจึงเขียนบันทึกลงในกระดาษ ต่อมาเมื่อผมได้พบกับหญิงชาวโปรตุเกสผู้หนึ่งที่เป็นคาทอลิก ผมขอให้เธอท่องบทภาวนาของแม่พระทั้งหมดในภาษาโปรตุเกสเพื่อที่ผมจะได้สามารถระบุได้ว่าเป็นบทภาวนาใด ผมพยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมระบุได้ดังนี้ "โอ้พระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล โปรดภาวนาเพื่อพวกเราที่มาขอความช่วยเหลือจากท่านด้วยเทอญ" - บทภาวนาของเหรียญอัศจรรย์นั่นเอง
 
ช่างสง่ารุ่งเรือง ช่างสวยงาม ช่างน่ายกย่องสรรเสริญ
 
นี่คือเรื่องราวอันน่าประหลาดใจและให้แรงบันดาลใจของศาสตราจารย์ชาวยิวผู้ไม่เชื่อพระเจ้าผู้ค้นพบว่า คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกซึ่งมีเรื่องของความจงรักภักดีต่อพระนางมารีย์รวมอยู่ด้วยนั้นเป็นความจริงและเป็นศาสนาที่แท้จริง
 
เราทุกคนสามารถรู้สึกได้ เมื่อเราสวดภาวนา  Roy ยังได้ถามพระนางมารีย์อีกว่า
 
พระนามใดที่พระแม่มารีย์ทรงถูกเรียกและทรงชอบมากที่สุด?
 
นี่คือคำตอบสั้นๆของพระนาง
 
"ข้าพเจ้าคือบุตรีของพระบิดาน่ารักยิ่ง เป็นพระมารดาขององค์พระบุตร และเป็นเจ้าสาวขององค์พระจิต” 
 
เมื่อ Schoeman ถามว่าพระจิตคือใคร พระนางมารีย์ทรงเงยพระพักตร์”ด้วยสายพระเนตรซาบซึ้งเปี่ยมด้วยความรักและตรัสว่า ‘พระองค์คือการเฝ้าเพ่งมอง’” 
 
Schoeman เวลานี้เป็นคาทอลิกแล้ว หลังจากประสบการณ์นี้ เขายังต้องศึกษาคริสตศาสนาอยู่ราวสองปี เพราะเวลานั้นเขาไม่มีความรู้เรื่องคริสต์ศาสนาเลย “ผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศาสนาคริสต์และความแตกต่างระหว่างพระศาสนจักรคาทอลิกกับนิกายโปรเตสแตนต์หลายร้อยชนิด ผมต้องใช้เวลาอีกสองปีหรือมากกว่านั้นในการหาหนทางที่จะไปสู่พระศาสนจักรคาทอลิกโดยได้รับการชี้นำจากความรักและความเทิดทูนในพระแม่มารีย์”

*******************************
 
 
Schoeman Roy ไปบรรยายเรื่องของเขาที่ the Eucharistic Convention ในมหาวิทยาลัย Sacred Heart โอ๊กแลนด์ นิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2015
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น