วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รูปปั้นแม่พระร้องไห้น้ำตาเป็นเลือด 2


 
แม่พระเริ่มประจักษ์ในวันที่ 6 ก.พ. 1995 หลังจากที่รูปปั้นได้ร้องไห้ 13 ครั้ง ฟาบิโอได้ยินเสียงที่พูดกับเขา ก่อนหน้านี้, แอนนามาเรียผู้เป็นภรรยาก็เคยได้รับการเปิดเผยในรูปแบบของความฝัน ทีละเล็กทีละน้อย, คนในครอบครัวก็ได้รับการเปิดเผยจากสวรรค์ เสียงที่ครอบครัวเกรโกรีได้ยินมีเสียงที่แตกต่างกับไป บางครั้งเป็นเสียงของพระบิดา, บางครั้งเป็นองค์พระบุตร ในวันที่ 2 ก.ค. 1995 ก็เป็นการเริ่มต้นของการประจักษ์ของพระเยซู, พระแม่มารีย์, และทูตสวรรค์ โดยมีสาส์นมากมาย การประจักษ์สิ้นสุดในวันที่ 17 พ.ค. 1996 แต่แม่พระทรงประจักษ์อีกครั้งและประทานสาส์นในวันที่ 23 ธ.ค. 2018
 
เมื่อมีคนถามเจสสิกาเกี่ยวกับสาระที่สำคัญที่สุดของสาส์นเหล่านี้คืออะไร เธอตอบว่า “สาระสำคัญหลักของสาส์นคือ ปีศาจต้องการทำลายครอบครัว, และต่อมาคือการละทิ้งความเชื่อในพระศาสนจักรและความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3”
 
สิ่งที่แสดงว่าเหตุการณ์นี้มาจากสวรรค์
 
เครื่องหมายที่ชัดเจนที่สุดก็คือหมายสำคัญของการที่พระรูปแม่พระร้องไห้เป็นเลือด นายฟาบิโอได้ยินเสียงที่บอกให้รู้ว่านี่คือพระโลหิตของพระเยซู “โลหิตที่หลั่งไหลออกมานี้เพื่อบรรดาลูกทุกคนที่หันหลังให้กับดวงพระทัยนิรมลของพระนาง, เพื่อประทานความรอดแก่พวกลูก”(17 พ.ค. 1995)
 
ในสาส์นต่อๆมา ยังมีคำเตือนสำหรับอิตาลีด้วย “ประเทศของลูกอยู่ในอันตรายที่ร้ายแรง ในโรม, ยิ่งทียิ่งมากขึ้น, ความมืดมิดกำลังครอบคลุมศิลาที่พระบุตรเยซูของแม่ทรงตั้งพระศาสนจักรเพื่อสั่งสอนให้ความรู้ฝ่ายจิตวิญญาณแก่บรรดาลูกทั้งหลายของพระองค์ พระสังฆราชทั้งหลาย, งานของพวกท่านคือทำให้พระศาสนจักรเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะท่านทั้งหลายเป็นทายาทของพระเจ้า”
 
แม่พระทรงแนะนำ,เชื้อเชิญให้ประชาชนผู้มีความเชื่อทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรของพระเยซู, พระสงฆ์และฆราวาสต้องเป็นหนึ่งเดียวกับพระสังฆราช ขณะเดียวกันพระสังฆราชก็ต้องกลับมาสู่ความเชื่อที่แท้จริงและมีความถ่อมตนอย่างจริงใจ
 
ในสาส์นยังเรียกร้องให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตที่อยู่ในพระหรรษทาน มีความจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยศีลมหาสนิททุกวันถ้าเป็นไปได้, ไปสารภาพบาปอย่างสม่ำเสมอ“ในวันอาทิตย์” (แม่พระทรงตรัสย้ำอย่างหนักแน่นในความสำคัญที่จะต้องรับศีลมหาสนิทในสถานะพระหรรษทาน) และยังเชื้อเชิญให้มาเฝ้าศีลมหาสนิทด้วย
 
แม่พระทรงขอให้ประชาชนสวดภาวนาเป็นการส่วนตัว รำพึงถึงพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทสัก 15 นาทีในหนึ่งวันเป็นอย่างน้อย และสวดสายประคำซึ่งเป็น”อาวุธอันทรงพลังในการต่อสู้กับซาตาน”
 
แม่พระตรัสว่า “จงฟังพระบุตรเยซูของแม่, องค์พระเจ้าเที่ยงแท้และพี่ชายของลูก จงฟังและปฏิบิตตามพระวาจาของพระองค์ จงเปิดเผยต่อพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่ลูกจะได้กลายเป็นลูกที่แท้จริงของพระเจ้า เพื่อที่ลูกจะได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของลูกเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของลูก โลกยิ่งทียิ่งกลายเป็นนักโทษของความมืดและความชั่วร้ายของซาตานมากยิ่งขึ้น ไม่ยกเว้นแม้แต่ผู้รับใช้จำนวนมากของพระศาสนจักร”
 
“ลูกทั้งหลาย, พระศาสนจักรได้เข้าสู่ยุคแห่งการทดลองครั้งยิ่งใหญ่แล้ว, และความเชื่อของพวกลูกหลายคนจะสั่นคลอน”
 
สาส์นยังได้เตือนถึงอันตรายร้ายแรงที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 , ซึ่งอาจเป็นสงครามนิวเคลียร์, แต่เราสามารถหยุดยั้งมันได้ด้วย “อาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธเหล่านั้น นั่นคือ ความรัก, การสวดภาวนา, ความถ่อมตน, สายประคำและการกลับใจอย่างแท้จริงมาหาพระเจ้าโดยผ่านทางพระมารดาแห่งสวรรค์ของเราผู้ทรงโอบอุ้มพวกเราในอ้อมแขนของพระนาง ขอให้เราเข้าไปใกล้ดวงหทัยนิรมลของพระนางเถิด”
 
แม่พระทรงขอให้เราทำการถวายครอบครัวแด่ดวงหทัยนิรมลของพระนาง รวมทั้งถวายสังฆมณฑล, เมือง, โบสถ์, และโลกด้วย เพื่อให้อยู่ในความคุ้มครองของพระนาง
 
“จงถวายตัวลูกเองแก่แม่, ต่อดวงหทัยนิรมลของแม่, แล้วแม่จะปกป้องคุ้มครองประเทศของลูกไว้ภายใต้เสื้อคลุมของแม่ซึ่งเต็มไปด้วยพระหรรษทาน ได้โปรด, ขอให้ฟังแม่หน่อย, แม่ขอร้องพวกลูก! แม่เป็นมารดาแห่งสวรรค์ของพวกลูก, แม่ขอร้องพวกลูก, อย่าทำให้แม่ต้องร้องไห้อีกเลยเพราะการเห็นลูกมากมายของแม่ต้องตายเพราะความผิดของลูกเอง โดยการไม่ยอมรับแม่และยอมให้ซาตานมันกระทำต่อลูก”
 
แม่พระทรงขอร้องให้ช่วยกันสร้างสันติภาพ “ขอให้ลูกดำเนินชีวิตในความเรียบง่ายเหมือนกับเด็กน้อยที่ปล่อยให้มือของเขาอยู่ในอุ้งมือของพ่อของเขา”
 
“ดวงหทัยนิรมลของแม่จะเปลี่ยนความทุกข์ร้อนของลูกให้กลายเป็นความชื่นชมยินดีที่ลูกจะรับไว้ด้วยความรักที่แท้จริง, เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการทดลองซึ่งพระเยซูเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น” (8 ก.ย. 1995)
 
วันที่ 15 มี.ค. 1995 พระรูปแม่พระได้ร้องไห้ขณะที่อยู่ในมือของพระสังฆราช มีการนำตัวอย่างเลือดไปวิเคราะห์ด้วย X-ray และใช้ 42 CT scan ตรวจ DNA เพื่อตรวจเพศ แต่ผลลัพท์มีความไม่แน่นอน ปรากฏว่าการตรวจครั้งหนึ่งได้ผลเป็นเพศชาย และการตรวจอีกครั้งหนึ่งได้ผลเป็นเพศหญิง
 
มีสื่อบางสื่อที่พยายามดิสเครดิตครอบครัวเกรโกรี่ โดยรายงานว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะให้เลือดเพื่อไปตรวจ DNA เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ความจริงก็คือ ฟาบิโอปฏิเสธที่จะให้เลือดเพื่อเป็นการเชื่อฟังคำสั่งของพระสังฆราช และยังมีเสียงที่บอกกับเขาไม่ให้ไปตรวจสอบด้วย สาส์นนั้นบอกว่า “หนทางแห่งความจริงมีอยู่ในพระศาสนจักรของพระเจ้าเท่านั้น ความจริงมาจากพระเจ้า อย่ากลัวมนุษย์, จงกลัวพระเจ้า” (6 พ.ค. 1995)
 
ต่อมาจึงได้ทราบว่าการเก็บตัวอย่างเลือดจากพระรูปนั้นกระทำอย่างไม่ถูกต้องเพราะขาดผู้เชี่ยวชาญมาทำการ และตัวอย่างที่เก็บมานั้นก็มีปริมาณที่ไม่เพียงพอด้วย และเนื่องจากพระรูปได้หยุดร้องไห้ไป, จึงไม่มีการเก็บตัวอย่างเพื่อทำการวิเคราะห์ซ้ำอีก
 
สาส์นวันที่ 25 ส.ค. 1995 “ลูกทั้งหลายของแม่, ความมืดมิดของซาตานกำลังครอบคลุมทั่วโลกและมันกำลังครอบคลุมพระศาสนจักรของพระเจ้าด้วย จงเตรียมตัวที่จะดำเนินชีวิตในสิ่งที่แม่ได้เปิดเผยแก่ลูกสาวน้อยๆแห่งฟาติมาของแม่เถิด....ภายหลังจากปีแห่งความมืดของซาตาน, ปีแห่งชัยชนะแห่งดวงหทัยนิรมลของแม่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว” เหตุการณ์ในโลกได้แสดงให้เห็นว่าเราได้เข้าสู่ยุคแห่งการทดลองแล้ว เป็นการทดลองขั้นแตกหักคือ “ความทุกขเวทนาของพระศาสนจักร” ที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 กล่าวไว้เมื่อไปเยือนฟาติมาว่า “มาจากภายใน, มาจากบาปที่มีอยู่ในพระศาสนจักร สิ่งนี้เป็นที่รู้กันอยู่ แต่เวลานี้เราได้เห็นมันด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น”
 
“ถึงเวลาแล้วที่การพิพากษาจะเริ่มต้นขึ้นจากบ้านของพระเจ้า” (1เปโตร 4:17)
 
ชัยชนะแห่งดวงหทัยนิรมลของแม่พระอยู่ไม่ไกลแล้ว เวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งยุทธสงคราม และพระนางทรงเป็นผู้นำของเรา, ทรงเป็นผู้ร่วมการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า พระนางทรงต้องการเห็นพวกเราร่วมต่อสู้, ร่วมทนทุกข์และร่วมเดินทางไปสู่ชัยชนะที่ขณะนี้อยู่ใกล้แค่ประตูแล้ว “โดยอาศัยพวกลูก, แม่จะสามารถแพร่กระจายแสงสว่างแห่งความเชื่อในยุคสมัยแห่งการหลงผิดในความเชื่อครั้งใหญ่นี้ พวกลูกเป็นแสงสว่างของพระเจ้า, เพราะพวกลูกเป็นบรรดาลูกทั้งหลายที่ได้ถวายตัวลูกแด่แม่ จงยอมให้แม่นำทางพวกลูกเถิด...ถ้าลูกฟังแม่ด้วยความรักที่แท้จริง และทำตามคำขอร้องของแม่อย่างครบถ้วน, ด้วยการเดินไปตามทางที่แม่ชี้แนะแก่ลูกในหัวใจและในจิตใจของลูก โดยอาศัยพวกลูก แม่จะได้รู้ถึงการออกแบบอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์สำหรับชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งดวงหทัยนิรมลของแม่” (8 ก.ย. 1995)
 
“พระเจ้าทรงปกคลุมแม่ไว้ด้วยแสงสว่างของพระองค์และพระจิตเจ้าทรงปกคลุมแม่ไว้ด้วยพระฤทธานุภาพของพระองค์ งานของแม่คือการนำลูกทั้งหลายของแม่ให้พ้นจากซาตานและนำพวกเขากลับมาถวายพระเกียรติอย่างรุ่งโรจน์ต่อองค์พระตรีเอกภาพสูงสุด”
 
พระนางตรัสต่อไปว่า “ความปรารถนาของแม่คือการที่ลูกถวายตัวลูกเองแด่ดวงหทัยนิรมลของแม่ เพื่อที่แม่จะสามารถนำพวกลูกทุกคนไปหาพระเยซูเจ้า และเพาะปลูกลูกไว้ในสวนสวรรค์”
 
แม่พระทรงเรียกพระนางเองสำหรับภารกิจครั้งนี้ว่า “แม่ประจักษ์แก่ลูก ณ.ที่นี้ในฐานะแม่พระแห่งกุหลาบแห่งดวงหทัยนิรมล, ราชินีแห่งสวรรค์, มารดาแห่งครอบครัว, ผู้นำสันติภาพมาสู่หัวใจของลูกทั้งหลาย”
 
พระนางตรัสเสริมว่า “จงกลับใจเถิด, ลูกสุดที่รักทั้งหลายของแม่, เพราะเวลากำลังจะหมดแล้ว”
 
ฟาบิโอเคยพูดว่า “ผมขอวิงวอนต่อท่าน ร้องดังๆว่า ผมขอวิงวอนต่อท่าน จงร้องดังๆเพื่อที่พระศาสนจักรอิตาเลี่ยน, หัวใจแห่งคริสต์ศาสนา, บัลลังก์ของเปโตร, จะทำการถวายต่อดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ แม่พระทรงขอร้องให้กระทำสิ่งนี้เป็นเวลาถึง 25 ปีแล้ว จงอย่ากลัว  จงฟังเสียงของแม่พระของเรา จงเชื่อฟังสวรรค์และปฏิบัติตาม ให้เราถ่อมตนและเป็นลูกที่เชื่อฟังแม่...อย่าทำให้พระมารดาต้องร้องไห้เพื่อวิญญาณจำนวนมากที่ได้ตายไปเพราะไม่ยอมฟังพระนางเลย เราจะเสียอะไรเล่าในการขอความช่วยเหลือจากพระนาง?”
 
เจสสิกาและทุกคนในครอบครัวเกรโกรี่ไม่ชอบให้ใครเรียกพวกเขาว่า“ผู้เห็นแม่พระ” (seer) จะดีกว่าถ้าจะเรียกพวกเขาว่า “พยาน” (witnesses)
 
เจสสิกาเคยเขียนจดหมายถึงพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 “ลูกมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พบกับพระองค์เพื่อบอกเล่าหลายเรื่องที่พวกเขายังไม่ได้บอกพระองค์ซึ่งเกี่ยวกับพระองค์โดยเฉพาะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิ่งที่เชื่อมโยงกับฟาติมา....สาส์นเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ, พระศาสนจักรและครอบครัว”
 
ในปี 1996 เจสสิกาได้ไปแสวงบุญที่ฟาติมาพร้อมกับครอบครัวโดยมีพระสงฆ์วิญญาณารักษ์ Father Manuel Hernandez Jerez ติดตามไปด้วย และได้พบกับซิสเตอร์ลูซีอา เมื่อจบมิสซา, เจสสิกาได้พูดคุยกับซิสเตอร์ลูซีอาเป็นการส่วนตัว
 
คุณพ่อฟลาวีโอ ได้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ในหนังสือ Civitavecchia, 25 anni con Maria [Civitavecchia, 25 Years With Mary].หลังจากไปแสวงบุญร่วมกับครอบครัวเกรโกรีที่ฟาติมา ท่านเล่าว่า
 
พวกเรายังไม่เคยไปที่โคอิมบรามาก่อน เราถามทางและในที่สุดก็ได้พบกับอาราม มันเป็นเวลา 9.00 น. หลังจากรอคอยเป็นเวลานาน เราได้เข้าไปในโบสถ์ และเราได้รับอนุญาตให้ประกอบพิธีมิสซาที่นั่น แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับซิสเตอร์ลูซีอาโดยตรง (ซิสเตอร์ลูซีอาร่วมในพิธีมิสซาด้วย)
 
สาส์นสุดท้ายเป็นวันที่ 23 ธ.ค. 2018 แม่พระทรงประจักษ์แก่ฟาบิโอและแอนนามาเรียในระหว่างพิธีมิสซา และประทานสาส์นนี้ บางตอนของสาส์นคือ
 
"พระศาสนจักรของพระเยซูของแม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกของซาตาน และผู้ถวายตนหลายคนซึ่งถูกเรียกให้มาประกาศพระวาจาได้ตกลงไปในกับดักของซาตาน เหมือนยูดาสที่ได้ตกลงไป แต่พระเยซูทรงรักพวกเขาและหวังให้พวกเขากลับใจและได้รับความรอด
 
สำหรับพวกลูกที่ได้รับมอบหมายภารกิจ จงเป็นพยานแห่งความจริง คือองค์พระเยซูคริสต์, จนไปถึงยอดเขากาวารีและนำตะปูไปที่ไม้กางเขนพร้อมกับพระองค์ พวกลูกถูกขอร้องให้เป็นพยานในสิ่งที่แม่ได้มอบแก่พวกลูก ขอให้ลูกซื่อสัตย์และเชื่อฟังพระศาสนจักรขององค์พระบุตรเยซูของแม่ จงเป็นพยานในความจริงและปฏิเสธความมดเท็จ
 
พระองค์ทรงขอให้ลูกแบกกางเขน ถนนที่ต้องเดินไปนั้นยาวไกล, คดเคี้ยวและลำบาก แต่ในที่สุดแสงสว่างของพระเจ้าจะส่องแสงมา และพวกลูกต้องเป็นพยานของแสงนี้ในชีวิตปกติประจำวันของลูกด้วยคำพูดและชีวิตของลูก
 
จงเป็นผู้นำความรักเสมอ, จงฉลาดรอบคอบที่จะล่วงรู้ถึงกับดักของซาตาน จงอยู่ให้ห่างไกลจากการประนีประนอมทั้งหมดของมนุษย์ และจงฟังเสียงของพระเจ้าเสมอ พระผู้ตรัสในส่วนลึกแห่งหัวใจของลูก จงเป็นเกลือของแผ่นดิน, เป็นแสงสว่างของโลก, จงเติบโตในคุณธรรมแห่งครอบครัวศักดิ์สิทธิ์แห่งนาซาแร็ธของเรา เพื่อที่ครอบครัวของมนุษย์ทุกครอบครัวจะถูกดึงดูดด้วยแบบอย่างแห่งความเชื่อ, ความหวัง, และความรักของเรา แล้วองค์พระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจะทรงพบครอบครัวใหม่ที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่งสมดังที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นมา


********************
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น